|
ชาวติมอร์ตะวันออก
เมื่อหนีเสือไปแล้วต้องมาพบกับจระเข้
หลายคนที่เคยมาเยือนติมอร์ตะวันออก (Timor Leste)
หลังการลงประชามติปี 2542 และติดตามพัฒนาการของประเทศเล็กๆ
ซึ่งมีประชากรไม่เกิน 1 ล้านคนแห่งนี้
คงจะเห็นว่าประเทศติมอร์
เป็นประเทศที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง หากท่านทั้งหลาย
มีโอกาสเดินทางกลับไปใหม่จะเห็นว่าสถานการณ์การเมือง
มีขั้วอำนาจเข้ามายุ่งเกี่ยวต่างไปจากแปดปีที่แล้ว
ซึ่งก่อนหน้านั้น
เคยเป็นจังหวัดหนึ่งของอินโดนีเชียมาเป็นเวลา 24 ปี
เมื่อเจ้าอาณานิคมโปรตุเกส
ได้เคยครอบครองดินแดนแห่งนี้มาก่อน
และได้ปล่อยให้เป็นอิสระ ต่อมาอินโดนีเชียเข้ามาครอบครองและใช้ความรุนแรง
ปราบปรามประชาชนสังหารคนติมอร์ไปสองแสนกว่าคนนั้น
ประชาคมโลกได้ประณามการกระทำอย่างต่อเนื่องและเรียกร้อง
ให้สหประชาชาติเข้ามาช่วยระงับสถานการณ์ที่เรียกกันว่า
การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ต่อมาเมื่อชาวติมอร์ตะวันออกได้ลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์
ให้เป็นประเทศเอกราชจากอินโดนีเซียด้วยคะแนนเสียงถล่มทะลาย
ประชาชนได้มีโอกาสเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ
(ส.ส.ร.)
เลือกประธานาธิปดี และ ได้มีสมาชิกสภา ผู้แทนราษฏร 88 คน
ประเทศได้มีประสบการณ์การเป็นประเทศมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่เมื่อประธานาธิปดีที่ได้รับเลือกมาและรัฐบาลรวมทั้งกองกำลังทหาร
ที่เคยร่วมเป็นร่วมตายต่อสู้กับทหารอินโดนีเชียมาก่อน
กลับไม่สามารถทำให้ประเทศสร้างเสถียรภาพ ทางสังคม เศรษฐกิจ
และการเมือง ได้อย่างที่ต้องการ
ประธานาธิปดี Xanana Gusmao
ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้นำและเหมือนรัฐบุรุษ
ของคนติมอร์มาก่อน
กลับเป็นผู้สร้างความผิดหวังให้ประชาชนเสียเอง
ด้วยถ้อยแถลงที่ไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นผลจากความไม่พอใจ
นายพล Afredo Reinado กับพวก
ที่ประชาชนหลายคนชื่นชม
ว่าเป็นทหารที่รักประเทศและปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน
เมื่อ Afredo
ถูกจับและสามารถหลบการกักขังโดยเดินทางหนีเข้าป่า
ไปกับทหาร 600 คน (จากที่มีอยู่ 1500 คน) ทำให้สถานการณ์
ในเมืองดิลีในปีนี้ไม่สงบไปด้วย จนกระทั่งเกิดการแบ่งแยก
เป็นตะวันออก ตะวันตก ไปอย่างน่าเสียดาย
หลายคนไม่พอใจประธานาธิปดี และตั้งข้อสงสัยว่าประธานาธิปดี
กุสเมา
เป็นเครื่องมือของต่างชาติหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อตนมีความใกล้ชิด
กับออสเตรเลียมากเกินไป
ขณะที่รัฐบาลเองก็ได้เอื้ออำนวยความสะดวก
ให้กับธุรกิจของคนออสเตรเลียไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน
กิจการโรงแรม การขนส่ง
ส่วนโทรคมนาคมจะตกอยู่ในมือของโปรตุเกส และได้มีการประกาศ
ให้ภาษาประจำชาติ เป็นภาษาโปรตุเกสและเตตุม
สภาพทั่วไปในเมืองหลวง ดิลี มีทหารตำรวจ จากสหประชาชาติ
เข้ามาช่วยดูแลความปลอดภัยทั่วไปรวมถึงการดูแลคนสำคัญของประเทศ
นอกจากนั้นยังมีกองกำลังทหารจาก ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
เข้ามาอีกเกือบ 1700 คน โดยเป็นทหารออสเตรเลีย 1500 คน
(ไม่นับจำนวนที่ส่งเข้าร่วมกับสหประชาชาติ)
ระยะหลังนี้ชาวติมอร์จะพูดถึงออสเตรเลีย และโปรตุเกส
ในทางลบมาก
เพราะการปฏิบัติกับประชาชนในพื้นที่ไม่เหมาะสม ตำรวจโปรตุเกส
จะปฏิบัติการณ์ด้วยวิธีค่อนข้างกร้าวร้าวกับคนติมอร์
ส่วนความรู้สึกของประชาชน
ที่มีต่อเจ้าหน้าที่ของออสเตรเลีย
เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะคนจำนวนไม่น้อยรู้สึกว่า
ออสเตรเลียต้องการเข้ามาหาผลประโยชน์ในติมอร์ตะวันออก
ด้วยเหตุผลหลายประการ
-
ติมอร์เป็นแหล่งที่สามารถป้อนทรัพยากรให้คนออสเตรเลียได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง น้ำมันและแก็ซธรรมชาติ ค่าแรงต่ำ
-
ติมอร์เป็นเกาะที่อยู่ใกล้เหนือสุดใกล้ออสเตรเลียมากที่สุด
- คนติมอร์ยังยืนอยู่บนขาตนเองไม่ได้
ยังต้องการความช่วยเหลือในทุกด้าน
- มีผู้นำที่เปิดโอกาสให้คนออสเตรเลีย และโปรตุเกส
เข้าไปมีบทบาทได้
|
แต่การเข้าไปยุ่มย่ามภายในเกาะติมอร์แห่งนี้
ได้เกิดการกระทบกระทั่ง
กับคนพื้นที่ไม่มากก็น้อย
ทำให้คนติมอร์ตะวันออกเริ่มรู้สึกว่าตน
กำลังอยู่ภายใต้มหาอำนาจย่านแปรซิฟิค
ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
จึงอดที่จะถามไม่ได้ว่า
ขณะนี้ติมอร์ปลอดจากอำนาจการครอบงำ
ของอินโดนีเชียแล้ว แต่กำลังจะเข้าไปอยู๋ภายใต้มหาอำนาจ
รูปแบบใหม่ของโปรตุเกส และออสเตรเลียหรือไม่ ?
คณะของอันเฟลที่ไปจากเมืองไทยเข้าไปหลังจากสถานการณ์ในดิลีสงบลงไปบ้าง
แต่ความกังวลใจเรื่องความรุนแรงจากการเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้งที่
9 เมษายน
กำลังจะเข้ามา แม้ว่าการเลือกตั้งประธานาธิปดีจะมีก่อนการเลือกตั้งสมาชิก
สภาผู้แทนราษฏร (รัฐธรรมนูญเปลี่ยนเป็น 65 คน)
และหลายคนหวังว่า
การแข่งขันของการเลือกตั้งประธานาธิปดีซึ่งมีผู้สมัคร 8
คนนั้นจะดำเนินไปอย่างสันติ
หนึ่งในผู้สมัครแปดคนนี้รวมนายโฮเซ่ รามอส ฮอสต้า
นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันด้วย
ผู้สมัครหลายคนจะมาจากพรรคการเมือง (14 พรรค) แต่ยังเชื่อว่า
ไม่น่าจะดุเดือดเท่ากับการเลือกตั้ง สส.
ที่จะมีพรรคมากกว่านี้อย่างน้อย
พรรคใหม่ที่นาย ซานาน่า กุสเมา ตั้งขึ้นใหม่ด้วย คาดว่านาย
กุสเมาอาจจะลงสมัคร
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน เพราะเห็นว่าน่าจะมีอำนาจมากกว่า
ประธานาธิปดีที่ตนกำลังดำรงอยู่ขณะนี้
ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัครหญิงลงแข่งด้วย 1
คนชื่อ
Lucio Maria Brandao Freitas Lobato จากพรรคสังคมประชาธิปไตย
ทำให้กลุ่มผู้หญิง (Women Caucus)
และพันธมิตรสตรีอีกหลายองค์กร
มีความคึกคัก
เริ่มมีการเคลื่อนตัวเพื่อให้กำลังใจและให้คนมาลงคะแนนให้ผู้สมัครคนนี้
อย่างไรก็ตาม ผู้ชนะการเลือกต้องได้คะแนนเกินกว่า 50
เปอร์เซ็นต์
จึงจะได้ตำแหน่งประธานาธิปดี
มิเช่นนั้นจะต้องมีการเลือกตั้งกันใหม่
ส่วนผู้ที่จะได้รับเลือกเป็น สส.ต้องได้คะแนนเกิน 3
เปอร์เซ็นต์
ของผู้มาลงคะแนนทั้งหมด
ระบบการเลือกตั้ง
ประเทศไทยน่าจะศึกษาระบบการเลือกตั้งของติมอร์ในหลายประเด็น
แม้ว่าเราจะไม่มีระบบประธานาธิปดี
แต่กระบวนการนั่นน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เพราะการเลือกตั้งประธานาธิปดี
อนุญาตให้ผู้สมัครมาจากพรรคการเมืองได้
และจากผู้สมัครอิสระได้ด้วย ไม่กำหนดวุฒิการศึกษา
ผู้สมัครทั้งแปดคนจะได้รับการสนับสนุนเงินลงทุน
ในการรณรงค์หาเสียงและส่วนอื่นเท่ากันทุกคน
ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เป็นระบบสัดส่วน
(Party List)
ที่กำหนดให้ผู้สมัครมาจากพรรคเท่านั้น ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมีอายุ
17 ปีขึ้นไป
ทำให้มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากขึ้น
ในจำนวนศูนย์เลือกตั้งทั้งหมด 650 ศูนย์
รวมศูนย์ในเรือนจำด้วย ประชาชนจะไปหย่อนบัตรที่ใดก็ได้
ไม่จำเป็นต้องเป็นที่บ้านเกิดของตนเท่านั้น
เพราะเขตเลือกตั้งคือประเทศ ไม่ใช่จังหวัด
แต่ประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งคือ
ปัญหาของผู้พลัดถิ่นซึ่งหลบหลีกการสู้รบ
จากความขัดแย้งที่ผ่าน
และไม่สามารถอาศัยอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างปกติสุข
ต้องหลบไปอาศัยตามเต็นท์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติ
ในหลายจุดของประเทศ คนเหล่านี้มีถึง 10,000
กว่าคนจะเลือกตั้งอย่างไร
หลายคนไม่ได้ลงทะเบียนใช้สิทธิ
และไม่มีนโยบายจะให้ไปเลือกที่หน่วยใกล้เคียง
หรือให้มีคูหาเลือกตั้งเคลื่อนที่
ดังที่มีหน่วยในเลือกตั้งในเรื่อนจำ
สัปดาห์นี้การรณรงค์ได้เริ่มขึ้นแล้ว และรณรงค์ได้เพียง 15
วันเท่านั้น
โดยจะมีวันหยุดการรณรงค์ก่อนเลือกตั้งถึง 2 วัน
ทางคณะยังไม่เห็นความคึกคักตามท้องถนนมากนัก
อาจจะเป็นเพราะว่า
คนส่วนใหญ่รู้จักผู้สมัครอยู่แล้ว หรือกลัวความรุนแรง
ขณะนี้ได้แต่เก็งกันว่าผู้ชนะจะได้คะแนนเกินครึ่งหรือไม่
ถ้าไม่ก็ต้องนำผู้ได้คะแนนสูงสุด 2 คนแรก มาแข่งกันใหม่
จากความเห็นของ NGO ต่อความคาดหวังว่าการเลือกตั้ง
จะช่วยให้อะไรดีขึ้นจริงหรือไม่นั้น นาย Jese Luis de
Oliveira ผู้อำนวยการ
ขององค์กรสิทธิมนุษยชน (Yayasan Hak) บอกว่า
หากยังมีความไม่ยุติธรรมไม่นำคนผิดมาลงโทษ และทหารเก่า
ยังเล่นเส้นสายกันอยู่อย่างนี้
ก็จะไม่สามารถลบล้างความไม่พอใจ
ของทหารหัวใหม่อย่าง
Afredo Reinado
(ซึ่งขณะนี้ยังหลบอยู่ในป่า) ลงไปได้
ถ้าเช่นนั้นการเลือกตั้งก็ไม่ช่วยอะไร
และยิ่งถ้าประธานาธิบดีคนใหม่คือ
นาย โฮเซ่ รามอส ฮอต้า โดยมีนายกุสเมาสลับมาเป็นนายก รมต.ในอนาคต
ก็จะยิ่งไม่ทำให้อะไรเปลี่ยนแปลง
จึ่งไม่ต่างอะไรจากเหล้าเก่าในขวดใหม่ ที่ยังคงอีกนาน
ที่จะเห็นความสงบบนธรรมชาติที่สวยงาม เกิดขึ้นกับสังคมแคทอลิกแห่งนี้
รายงานจาก ติมอร์ตะวันออก โดย สมศรี หาญอนันทสุข
Asian Network for Free Elections (ANFREL)
25 มีนาคม 2550
|