ขอเชิญ Download
 Wallpaper for desktop
เพื่อเป็นศิริมงคล
และเป็นการเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ลำดับที่ ๒๓
 
วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก
กับเสรีภาพในการเผยแพร่ "เอกสารลับ" ของไทย


3 พฤษภาคม ของทุกปี ถือเป็น วันเสรีภาพหนังสือพิมพ์โลก
(World Press FreedomDay) หรือ "วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก"
ตามนัยอนุโลม ปูมหลังที่มานั้นสืบเนื่องจาก
แนวโน้มปัญหาความรุนแรงในการคุกคามสื่อมวลชน
จากการที่มีนักข่าวถูกสังหารและจับกุมเนื่องจาก
ตีพิมพ์ข่าวต้องห้ามในหลายประเทศทั่วโลก

ทำให้ สมาคมนักหนังสือพิมพ์โลก (World Association of newspapers)
ต้องออกแถลงการณ์เรียกร้องให้นักข่าวสามารถทำข่าวได้อย่างมีเสรีภาพ
และประกาศให้วันที่ 3 พฤษภาคม ของทุกปีเป็น วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก
โดยเริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ.1998 (พ.ศ.2541) เป็นต้นมา

2 วันก่อน สำนักข่าวเอเอฟพี ได้เปิดเผยรายงานเรื่อง
Freedom of The Press' 2007
ซึ่งเป็นผลการศึกษาขององค์การด้านเสรีภาพของสหรัฐฯ
เกี่ยวกับแนวโน้มของสื่อมวลชนทีมีปัญหาด้านเสรีภาพ โดยเฉพาะในเอเชีย
อดีตสหภาพโซเวียต และละตินอเมริกา

ผลการศึกษาดังกล่าวชี้ว่า ในปีที่ผ่านมาเสรีภาพของสื่อทั่วโลกเสื่อมลง
อันเนื่องมาจากกฎข้อบังคับในการใช้อินเทอร์เน็ต
ความพยายามที่จะสกัดกั้นการคัดค้านทางการเมืองใดๆ
และการรัฐประหารในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย

"การรัฐประหาร กลุ่มก่อความไม่สงบ และภาวะฉุกเฉินในประเทศไทย ศรีลังกา
ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และ ฟิจิ ล้วนแต่ย่ำยีเสรีภาพของสื่อทั้งนั้น ทั้งนี้
รัฐบาลที่มีข้อจำกัดมากที่สุด 2 รัฐบาล คือ เกาหลีเหนือ และพม่า"

"จีน เวียดนาม และอิหร่านยังคงมีการจำคุกนักหนังสือพิมพ์
และผู้ที่ไม่เห็นด้วยทางโลกไซเบอร์
ส่วนรัสเซียก็พยายามที่จะทำให้อิสระของสื่อร่อแร่
และวางแผนที่จะควบคุมการใช้อินเตอร์เน็ตอย่างเข้มงวด รวมถึงเวเนซุเอลา
อาร์เจนตินา และบราซิลด้วย" เอเอฟพีระบุข้อเท็จจริงจากผลการศึกษาดังกล่าว

"สายสืบภาคประชาชน" ขอแสดงความเห็นโต้แย้งผลการศึกษาดังกล่าวในฐานะ
"อดีตคนข่าว" ใน 2 ประเด็น คือ
 
(1) "เสรีภาพของสื่อทั่วโลกเสื่อมลง
       อันเนื่องมาจากกฎข้อบังคับในการใช้อินเทอร์เน็ต
       ความพยายามที่จะสกัดกั้นการคัดค้านทางการเมืองใดๆ
       และการรัฐประหารในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วย"!?

(2) "การรัฐประหาร กลุ่มก่อความไม่สงบ และภาวะฉุกเฉินใน
      ประเทศไทย ศรีลังกา ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ และ ฟิจิ
      ล้วนแต่ย่ำยีเสรีภาพของสื่อทั้งนั้น"!?

ทั้งที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีหน้าที่ในการสื่อสารหรือเป็น "กระบอกเสียง"
แทนคมช.ผู้โค่นล้มบัลลังก์อำนาจเบ็ดเสร็จของ "ระบอบทักษิณ"

หากแต่จำต้องตอบโต้ด้วย "ข้อเท็จจริง" (Fact)
ที่ปรากฏเพื่อสะท้อนภาพลักษณ์ที่แท้ของประเทศไทย

ก่อนอื่นต้องยืนยันข้อเท็จจริงที่หลายฝ่ายได้วิพากษ์ต่อสาธารณะตรงกันว่า
การยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ที่ต่อมาได้แปลงร่างเป็น คมช.
(คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ) ถือเป็นการ "ปฏิวัติ" หรือ "รัฐประหาร"
(สุดแท้แต่จะเรียก) ที่ประหลาดที่สุดในโลกก็ว่าได้

เพราะเป็นการยึดอำนาจที่ "คณะผู้ก่อการ"
ใช้อำนาจด้วยความเกรงอกเกรงใจประชาชนเป็นอย่างยิ่ง ผิดกับการ "ยึดอำนาจ"
ที่ผ่านๆ มาในประวัติศาสตร์การเมืองไทยและในนานาประเทศที่ยังไม่อารยะ

ดังจะเห็นได้ว่า คปค.ได้ออกคำสั่งและประกาศซึ่งถือเป็นกฎหมาย "ค่อนข้างน้อย"
หรือเท่าที่ "จำเป็น" จริงๆ แถมนั่งอยู่ในอำนาจอย่างร้อนรนเพียง 14 วัน
ก็ผ่องถ่ายอำนาจ "บริหาร" แก่รัฐบาลพลเรือนของ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์
โดยมิได้มีการยึดหรืออายัดทรัพย์ทรัพย์ผู้ใด
และไม่มีการจับกุมคุมขังฝ่ายตรงข้ามแม้แต่คนเดียว

ในบรรดากฎหมายที่ออกมามีเพียงฉบับเดียวเท่านั้น
ที่อาจดูเหมือนว่าส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน
คือ คำสั่ง คปค.ฉบับที่ 5/2549 เรื่อง
ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT)
ควบคุมการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนในการสร้างเครื่องมือควบคุม "สื่อดิจิตอล"
โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ตที่อยู่ในการกำกับดูแลของ ICT อันมีใจความว่า...

"ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองแล้วนั้น
จึงให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ดำเนินการควบคุม ยับยั้ง
สกัดกั้น และทำลายการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในระบบสารสนเทศ
ผ่านระบบเครือข่ายการสื่อสารทั้งปวง ที่มีบทความ ข้อความ คำพูด หรืออื่นใด
อันอาจจะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้มีประกาศในเบื้องต้นแล้ว" (สั่ง ณ
วันที่ 20 กันยายน 2549)

ขณะที่สื่อโทรทัศน์ทุกช่องยังคงมีเสรีภาพในการยัดเยียดข่าวสารและ "น้ำเน่า"
แก่ผู้บริโภคดั่งเดิมโดยแทบไม่มีการขาดตอน


หากจะมองถึง "เสรีภาพของสื่อ" โดยรวมก็อาจกล่าวได้ว่า
รับผลกระทบเพียงการถูกกระตุ้นจิตสำนึกให้ตระหนักถึงประโยชน์สุข
ของชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ
ผ่าน ประกาศ คปค.ฉบับที่ 10 เรื่อง ขอความร่วมมือในการเสนอข่าวสาร เท่านั้น
อันมีมีใจความว่า...

"ตามที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้ยึดอำนาจการปกครองไว้เรียบร้อยแล้วนั้น"

"เพื่อให้เกิดความสามัคคีภายในชาติ
อันจะเป็นรากฐานในการแก้ไขวิกฤติและฟื้นฟูประเทศชาติให้ลุล่วงไปโดยเร็ว
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จึงขอความร่วมมือร่วมใจมายังสื่อมวลชนทุกสำนัก ทุกประเภท ทุกแขนง
ตลอดจนผู้ประกอบการสื่อมวลชนทุกราย และสื่อมวลชนทุกคน
ได้โปรดร่วมกันเสนอข่าวสารตามความเป็นจริง และเป็นไปในทางสร้างสรรค์
เพื่อฟื้นฟูความสามัคคีภายในชาติ
ทำให้ประเทศชาติกลับสู่ความสงบสุขโดยเร็วที่สุด"

"ประเทศชาติของเราได้บอบช้ำเพราะความแตกแยก แตกความสามัคคีมากพอแล้ว
จึงจำเป็นที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนจะได้ร่วมแรงร่วมใจกันฟื้นฟูชาติบ้านเมือง
ฟื้นฟูความสามัคคี นำความสงบสุขกลับคืนประเทศชาติ
ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ โดยเร็วที่สุด"

"คณะปฏิรูปการปกรองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีความหวังอย่างแรงกล้าที่จะได้รับความร่วมมือจากทุกท่านอย่างพร้อมเพรียงกัน
จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้" (ประกาศ ณ วันที่ 20 กันยายน 2549)

ผิดกับเมื่อครั้งที่ คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ภายใต้การนำโดย พล.ร.อ.สงัด
ชลออยู่ หรือ "บิ๊กจอว์" ทำรัฐประหารรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
หลังเหตุการณ์นองเลือดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ครั้งนั้นคณะปฏิรูปฯ
ได้ออกคำสั่ง ปร.42 มาใช้เป็นโซ่ตรวนพันธนาการ "เสรีภาพของสื่อ"
ซึ่งมีผลสืบเนื่องมายาวนานก่อนจะถูกเรียกร้องให้มีการยกเลิก ปร.42
ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ (ปี 2533)


หากจะกล่าวให้ชัดถึงผลกระทบจาก คำสั่ง คปค.ฉบับที่ 5/2549 ในช่วงต้นนั้น
ก็มีเพียงการที่เว็บไซต์ รีพอร์ตเตอร์ (www.reporter.co.th)
ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "สื่อเทียม" ถูกกระทรวง ICT
สั่งปิดไปเพียงเว็บไซต์เดียวเท่านั้น

ต่อมาเมื่อการณ์ปรากฏชัดเจนขึ้นตามลำดับว่ารัฐบาล "ขิงแก่" ที่แปลงร่างเป็น
"ฤาษีเลี้ยงเต่า" บริหารประเทศชาติในลักษณะ "เกียร์ว่าง" ขณะที่
คมช.ก็ออกอาการ "หน่อมแน้ม" เพราะไม่มีอำนาจที่แท้จริงในเชิง  "ก๊อกสอง"

สืบเนื่องจากไม่มีการบัญญัติ "อาวุธลับ" ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2549
ดังเช่นที่ "คณะรัฐประหาร" ในอดีตเคยบัญญัติ มาตรา 17 หรือ มาตรา 21
ไว้ในธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน เพื่อคงอำนาจ "เด็ดขาด"
แก่คณะรัฐประหารไว้ใช้ในยามจำเป็น

ดังนั้น เมื่อลิ่วล้อ "ระบอบทักษิณ" และ "เครือข่ายต้านรัฐประหาร"
ทั้งของจริงและของปลอมตั้งตัวได้จาก "น้ำเลี้ยง"
จึงมีการดาหน้าเปิดเว็บไซต์ที่ดูคล้าย "เทิดทูนประชาธิปไตย"
แต่มีเข็มมุ่งโจมตี คมช.และศัตรูของ "ระบอบทักษิณ"
ควบคู่ไปกับการปลุกผีมอมเมา "มายาภาพ" ของระบอบทักษิณอย่างต่อเนื่อง
จนกระทั่งมีการก่อเกิด "กลุ่มพีทีวี" โดยแกนนำพรรคไทยรักไทย
เพื่อเป็นหัวหอกในการเคลื่อนไหวด้านสื่อควบคู่กับการเคลื่อนไหวมวลชน

จึงน่าจะเป็นเรื่องไม่จริงที่ว่า
"เสรีภาพของสื่อในประเทศไทยเสื่อมลงหรือถูกย่ำยีจาก คมช."
เพราะดังที่กล่าวแล้วว่ามีเพียงเว็บไซต์ รีพอร์ตเตอร์ เท่านั้นที่ถูกปิดโดย
คมช.หากไม่นับเว็บไซต์ คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ที่ถูกกระทรวง ICT
สั่งปิดจากเหตุเคลื่อนไหวปลุกระดมล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาถอดถอน พล.อ.เปรม
ติณสูลานนท์ พ้นจากตำแหน่งประธานองคมนตรี
ซึ่งอดีตผู้บังคับการตำรวจสันติบาลระบุว่าเป็นการกระทำที่ "ไม่เหมาะสม"
แม้จะไม่ถึงขั้นหมิ่นพระเดชานุภาพ หรือก้าวล่วงพระราชอำนาจก็ตาม

ตรงกันข้าม หากพิจารณาถึงบริบทของเว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ
(http://www.hi-thaksin.org/home.php)
ที่นับวันจะยิ่งเดินหน้าชน คมช.อย่าง
"สุดลิ่มทิ่มประตู" โดยการนำเอกสาร "ลับมาก"
ของกองทัพบกมาเผยแพร่อย่างต่อเนื่องโดยความร่วมมือจาก
"หนอนบ่อนไส้" ในกองทัพ
นับตั้งแต่การใช้งบ 12 ล้านบาทในโครงการ
"วิเคราะห์ข้อมูลและประชาสัมพันธ์เชิงลึก"  ที่เว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ
ภาคภูมิใจว่าเป็น "หลักฐานมัด คมช.ทุจริต" เนื่องจากเกี่ยวพันกับ
ดร.เชียรช่วง กัลยาณมิตร ญาติผู้น้องของ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วย
ผบ.ทบ.และรองเลขาธิการ คมช.

ตามด้วยการเปิดเผยเอกสาร "ลับมาก" ในโครงการจัดทำสารคดีโทรทัศน์ชุด
"พรุ่งนี้ต้องดีกว่า" และการเปิดเผยเอกสาร "ลับมาก" ซึ่งเว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ
ประณามว่าเป็น "แผนชั่วกองทัพบกฉบับ "ทัพภาคที่ 1" กำจัดมวลชนทักษิณ
ถล่มธุรกิจ AIS" โดยไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ จาก คมช.และกระทรวง ICT
เว้นเสียแต่มีการ "ล้อมคอก" โดยตั้งคณะกรรมการสอบสวนควาญหา
 "หนอนบ่อนไส้" ที่ พล.อ.สพรั่ง เปรยว่าเป็น "กบฏ"

แต่ดูเหมือนเป็นการ "ล้อมคอก" ที่ต้องเรียกว่า "ความวัวไม่ทันหาย
ความควายก็เข้ามาแทรกอีก" เพราะยังไม่ทันจับมือใครดมได้ในครั้งแรก
"เอกสารลับมาก" ก็ถูกฉกออกมาอย่างซ้ำซากเป็นครั้งที่ 2-3-4 ซึ่งอาจมีครั้งที่
5-6-7 ตามลำดับต่อไป

ทั้งๆที่ฝ่ายปกครองโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงย่อมทราบดี
ถึงนิยามและความหมายระดับชั้น
"ความลับ" ของทางราชการว่าแบ่งเป็น 4 ระดับ ดังนี้

1. ลับที่สุด (TOP SECRET) ได้แก่ความลับที่มีความสำคัญที่สุด
เกี่ยวกับข่าวสาร วัตถุ หรือบุคคล
ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนรั่วไหล
ไปถึงบุคคลผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ
จะทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภยันตรายต่อความมั่นคง
ความปลอดภัยหรือความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติหรือพันธมิตรอย่างร้ายแรงที่สุด

2. ลับมาก (SECRET) ได้แก่ความลับที่มีความสำคัญมาก เกี่ยวกับข่าวสาร วัตถุ
หรือบุคคล
ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งใดหรือเพียงบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ
จะทำให้เกิดความเสียหายหรือเป็นภยันตรายต่อความมั่นคง
ความปลอดภัยของประเทศชาติหรือพันธมิตรหรือความสงบเรียบร้อย
ภายในราชอาณาจักรอย่างร้ายแรง

3. ลับ (CONFIDENTIAL)ได้แก่ความลับที่มีความสำคัญเกี่ยวกับ ข่าวสาร
วัตถุหรือบุคคล ซึ่งถ้าหากความลับดังกล่าวทั้งหมด
หรือเพียงบางส่วนรั่วไหลไปถึงบุคคล
ผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบจะทำให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ
หรือต่อเกียรติภูมิของประเทศชาติหรือพันธมิตรได้

4. ปกปิด (RESTIRICTED)
ได้แก่ความลับซึ่งไม่พึงเปิดเผยให้ผู้ไม่มีหน้าที่ได้ทราบ
โดยสงวนไว้ให้ทราบเฉพาะบุคคลที่มีหน้าที่ต้องทราบเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการ
เท่านั้น (ปัจจุบันกองทัพได้ยกเลิกชั้นความลับระดับปกปิดไปแล้ว)

สาเหตุที่ คมช.และกระทรวง ICT ไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อเว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ
อาจเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างเกี่ยงกัน ฝ่าย
คมช.ก็อาจถือว่าได้มอบหมายอำนาจหน้าที่แก่กระทรวง ICT
อย่างชัดเจนไปแล้วตามคำสั่ง คปค.ที่ 5/2549 ดังกล่าวไปแล้ว ฝ่ายกระทรวง ICT
ก็อาจเข้าใจว่าอำนาจหน้าที่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงนั้นเป็นของ
คมช. ตามที่นายกฯ สุรยุทธ์ ปรารภบ่อยครั้ง

ดังข้อสังเกตก่อนหน้านี้ คือ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2550 นายสิทธิชัย
โภไคยอุดม รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ICT กล่าวถึงมาตรการดูแลเว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ
ดอทเน็ต ที่มีการปลุกระดมประชาชนว่า
หากเป็นการแสดงความคิดเห็นในทางสร้างสรรค์ ก็คงไม่มีปัญหา
ซึ่งการที่จะดำเนินการกับเว็บไซต์นั้นกระทรวงมีนโยบายอยู่ 2 ข้อ คือ

1.หากหมิ่นเหม่ที่จะหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ และ
2. ลามกอนาจาร

ดังนั้น หากมองว่าเป็นเรื่องของการปลุกระดม
ก็คงจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวกับความมั่นคงมาพิจารณา
ทางกระทรวงคงไม่เข้าไปควบคุมอะไร
ทางกระทรวงจะทำตามกฎหมายและคงต้องปรึกษาหน่วยงานด้านความมั่นคงก่อน
ตอนนี้คงไม่สามารถให้รายละเอียดได้

ขณะที่ นายวิษณุ มีอยู่ โฆษกกระทรวง ICT กล่าวชี้แจงเสริมว่า
ตอนนี้ยังไม่ได้ดำเนินการปิด เพราะยังไม่พบข้อความ
หรือมีผู้ร้องเรียนในเรื่องที่เข้าข่าย
โดยเฉพาะเรื่องของความมั่นคงของชาตินั้นจะต้องให้หน่วยงานมั่นคงเป็นผู้พิจารณาเนื้อหาข้อมูลรายละเอียด
จะเหมาะสมกว่า หาก ICT ดำเนินการเอง อาจจะมีผู้กล่าวหาหรือไม่พอใจว่า ICT
ทำหน้าที่เกินของเขต โดย ICT พร้อมดำเนินการ
และไม่อยากให้มองว่าเป็นการโยนหน้าที่ความรับผิดชอบ

จากข้อเท็จจริงดังกล่าว สายสืบฯ จึงขอยืนยันอีกครั้งว่า
"เสรีภาพของสื่อในประเทศไทยไม่ได้เสื่อมลงหรือถูกย่ำยีจาก คมช."
ตรงกันข้ามกลับแสดงให้ประชาคมโลกเห็นว่าสื่อมวลชนไทยโดยเฉพาะสื่อดิจิตอลอย่าง
เว็บไซต์ ไฮ-ทักษิณ มีเสรีภาพอย่างล้นเหลือในการเผยแพร่เอกสาร "เอกสารลับ"
ที่ถูกขโมยออกมาจากกองทัพ โดยไม่ต้องถูกดำเนินการใดๆ แม้แต่น้อย ทั้งๆ
ที่ประมวลกฎหมายอาญาได้มีการบัญญัติ
"ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร" ไว้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ประกาศ คมช.ฉบับที่ 21 เรื่อง
ห้ามการดักฟังทางโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ก็ได้สร้างมาตรการป้องปราม
"การละเมิดความลับของราชการและบุคคล" อันมีใจความว่า?

โดยที่ในระยะเวลาที่ผ่านมาได้มีการลักลอบดักฟัง ใช้ประโยชน์
หรือเปิดเผยข้อความ ที่มีการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารอื่น
โดยมิชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการละเมิดเสรีภาพของบุคคลในการสื่อสารถึงกัน
ก่อให้เกิดความหวาดระแวงกันทั่วไปในหมู่ประชาชน ผู้ใช้เครื่องมือสื่อสาร
ดังนั้น เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการสื่อสารถึงกันโดยชอบด้วยกฎหมาย
และเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และรักษาความสงบของประเทศ
คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
จึงมีประกาศดังต่อไปนี้

ข้อ 1. ผู้ใดดักฟัง ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผย
ซึ่งข้อความที่มีการติดต่อทางโทรศัพท์ หรือเครื่องมือสื่อสารอื่นใด
โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้อ 2. ผู้ใดรับรู้ข้อความที่ได้มาจากการกระทำความผิดตาม ข้อ 1 ใช้ประโยชน์
หรือเปิดเผยข้อความนั้นต่อผู้อื่น โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย
ต้องระวางโทษไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ข้อ 3. ผู้ใดใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดตาม ข้อ 1 หรือ ข้อ 2
ต้องรับโทษเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ตามที่บัญญัติไว้ในความผิดตาม ข้อ 1 หรือ ข้อ
2 แล้วแต่กรณี

ข้อ 4. ถ้าผู้กระทำความผิดเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้บริการโทรศัพท์
หรือการสื่อสาร หรือเป็นผู้ได้รับสัมปทานการให้บริการดังกล่าว
นอกจากต้องรับโทษตาม ข้อ 1 ข้อ 2 หรือ ข้อ 3 แล้วแต่กรณีแล้ว
ให้ใบอนุญาตหรือสัมปทานนั้นสิ้นสุดลงด้วย

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป (ประกาศ ณ
วันที่ 24 กันยายน 2549)

ดังนั้น องค์การด้านเสรีภาพของสหรัฐฯ จึงควรรับรู้ข้อเท็จจริงอีกด้านว่า
"เสรีภาพของสื่อในประเทศไทยมิได้เสื่อมลงหรือถูกย่ำยีจากรัฐประหาร"
ตรงกันข้ามกลับมีเสรีภาพเพิ่มพูนก้าวหน้าถึงขั้นเผยแพร่ "เอกสารลับ"
ของกองทัพไทยอย่างไม่มีความผิด ชนิดที่สื่อของสหรัฐฯ
ไม่สามารถทำได้อย่างได้อย่างแน่นอน

โดยสรุปแล้วข้อเท็จจริงของสถานการณ์ทั้งหมด จึงตรงกันข้ามกับภาพ "ลิง 3 ตัว"
ดังภาพประกอบที่ฝ่ายต้าน คมช.ได้เผยแพร่ตามเว็บไซต์ต่างๆ

ด้วยจิตคาระวะ

สายสืบภาคประชาชน (4/05/2550)

ที่มา : http://www.oknation.net/blog/Anti-Corruption/2007/05/04/entry-1
 

 

 

webmaster@padusa.org
เชิญเขียนถึงผู้เขียนบทความนี้