ขอเชิญ Download
 Wallpaper for desktop
เพื่อเป็นศิริมงคล
และเป็นการเฉลิมพระเกียรติ
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ลำดับที่ ๑๕
 
THE KINGMAKERS


บทความ THE KINGMAKERS โดย ธงชัย วินิจจะกูล

    เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สองใกล้เสด็จสวรรคต กลุ่มเจ้านายและขุนนางในขณะนั้น
เห็นว่าราชบัลลังก์สมควรเป็นของกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสพระองค์โต
ผู้มีอิทธิพลและบทบาทในราชสำนักเรียบร้อยแล้ว   

แต่ทว่าทรงประสูติจากพระสนม เจ้าฟ้ามงกุฎพระราชโอรสพระองค์แรก
ในสมเด็จพระบรมราชินีศรีสุริเยนทรามาตย์ทว่าพระชันษา
อ่อนกว่าถึง 16 พรรษา จึงเสด็จออกผนวชก่อนพระราชบิดาสวรรคตไม่กี่วัน

และทรงอยู่ในสมณเพศต่อมา 27 ปี


 

เมื่อสิ้นรัชกาลที่สาม ราชบัลลังก์มิได้ตกเป็นของเจ้าฟ้ามงกุฎโดยอัตโนมัติ
แต่ในที่สุดกลุ่มเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ในขณะนั้นเห็นสมควร
ถวายราชบัลลังก์แด่พระองค์ท่านพระองค์ทรงครองราชย์ต่อมาอีก 18 ปี

โดยทรงตระหนักตลอดเวลาถึงอำนาจ
และความสำคัญของกลุ่มเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ดังกล่าว

ดังนั้นก่อนที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่สี่จะเสด็จสวรรคต ไม่มีผู้ใดรู้ชัดเจนเลยว่า
ราชบัลลังก์จะตกทอดสู่เจ้าฟ้าพระองค์ใด พระเจ้าอยู่หัวมิได้ทรงเลือกด้วยพระองค์เอง
แต่อย่างใด กลุ่มขุนนางกุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไว้เต็มที่
ในขณะที่เจ้าฟ้าทุกพระองค์ยังทรงพระเยาว์ ในที่สุดกลุ่มขุนนางผู้มีอำนาจ
ตัดสินใจถวายราชบัลลังก์แด่เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ แต่ด้วยทรงพระเยาว์
กลุ่มขุนนางจึงสถาปนาตนเองเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

มีอำนาจทางการเมืองสูงสุดอย่างแท้จริงตลอด 15 ปีแรก
ของรัชสมัย พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ห้า ทรงตระหนักดีถึงสภาวะดังกล่าว
ทรงแสดงความคับข้องพระราชหฤทัยไว้ในหลายโอกาส
(ดังที่นักประวัติศาสตร์ทราบกันดี)

พระองค์ต้องทรงต่อสู้ต่อรองและรอโอกาสต่อมาอีกนาน
กว่าที่พระองค์จะทรงสามารถรวบรวมพระราชอำนาจได้เข้มแข็ง
บางครั้งความขัดแย้งปะทุจนเกือบเป็นความพินาศดังเช่น
วิกฤตการณ์วังหน้าในปี 2417

เมื่อพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ห้าเสด็จสวรรคต การสืบทอดพระราชบัลลังก์
เป็นไปโดยราบรื่น เพราะพระองค์ได้ทรงกำหนดไว้เรียบร้อยก่อนหน้านั้นหลายปี
แต่ทว่ากลุ่มเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ที่สืบทอดอำนาจ
ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อมา กลับไม่สามารถทำงาน
ร่วมกับพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ได้อย่างราบรื่น ความขัดแย้งตึงเครียด
นำไปสู่การโยกย้ายถอดถอนผู้ใหญ่เหล่านั้น หรือเจ้านายและขุนนางเหล่านั้น
หลายท่านสมัครใจถอนตัวไปเอง ความสัมพันธ์ไม่ราบรื่นดำเนินต่อมา
ตลอดรัชกาลพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เจ็ดขึ้นครองราชย์
ด้วยแรงสนับสนุนของพระราชวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งกลับมามีบทบาทอีกครั้งหนึ่ง
ยิ่งมิได้ทรงเตรียมพระองค์ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์

การบริหารราชการแผ่นดินยิ่งต้องอาศัยพระราชวงศ์
และขุนนางผู้ใหญ่เหล่านั้น

เมื่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เผชิญหน้ากับกระแสประชาธิปไตย
ที่ก่อตัวในหมู่ปัญญาชนผู้มีการศึกษา

ผู้มีบารมีและอิทธิพลในระบอบเดิมเหล่านี้มีบทบาทสำคัญไม่น้อยไปกว่า
พระเจ้าอยู่หัวเองในการถ่วงรั้งไม่ยอมให้สามัญชนมีอำนาจมากไป
ด้วยเห็นว่าสามัญชนยังด้อยการศึกษา ขาดความรู้ความเข้าใจ
ยังไม่พร้อมปกครองตนเอง

อวสานของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในแง่หนึ่งคือ
ผลของระบอบการเมืองของผู้มีบารมีเหล่านี้

ซึ่งแวดล้อมพระเจ้าอยู่หัวอยู่ในขณะนั้นหลัง 2475
ผู้นำของคณะราษฎรขัดแย้งกับกลุ่มเจ้าอย่างหนัก

ใช้เวลาหลายปีกว่าจะสยบฝ่ายเจ้าสำเร็จ ผู้นำคณะราษฎร
จึงอยู่ในฐานะผู้กำหนดชะตากรรมของราชบัลลังก์เสียเอง

ซึ่งหมายถึงการจำกัดบทบาทอำนาจของพระมหากษัตริย์
และพระราชวงศ์ให้ออกพ้นไปจากการเมืองโดยสิ้นเชิง

ทว่าช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ปรีดี พนมยงค์ จำต้องสามัคคีฝ่ายเจ้า
ในการต่อสู้กับฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม

พลังอำนาจฝ่ายเจ้าจึงกลับฟื้นคืนมาใหม่เมื่อสิ้นสงคราม ในที่สุดฝ่ายเจ้า
จึงกลับตลบหลังปรีดี จนกลายเป็นกลุ่มที่มีอำนาจสูง
ร่วมกับทหารหลังรัฐประหาร 2490 ถึง 2494

ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในขณะนั้น และองคมนตรี
มีบทบาทและอำนาจสูงมากตามรัฐธรรมนูญ 2492

นอกจากจะทรงเป็นผู้ดูแลพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันในระหว่างทรงพระเยาว์แล้ว
กลุ่มเจ้านายและขุนนางผู้จงรักภักดีกลุ่มนี้ เป็นผู้ริเริ่มบุกเบิกสถานภาพ
ของพระมหากษัตริย์ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย
อันเป็นที่มาของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ที่มั่นคงแข็งแรงทุกวันนี้

ในด้านหนึ่ง เราตระหนักดีถึงความสำคัญของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อสังคมไทย
ในอีกด้านหนึ่งครั้นเราพิจารณาระบอบการเมือง เรามองเห็นแต่รัฐบาล ทหาร พลเรือน
 และนักการเมืองคอร์รัปชัน เรามักมองข้ามความจริงง่ายๆ ว่า
ประวัติศาสตร์ตามที่เล่ามาข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งของการเมือง
และระบอบการเมืองตลอดมา สถาบันกษัตริย์ผู้ทรงอยู่เหนือการเมือง
และบรรดาผู้ใหญ่ผู้มีบารมี มีความสำคัญทางการเมืองมากอย่างปฏิเสธไม่ได้

คนเหล่านี้บางครั้งก็มีอำนาจทางการเมืองเปิดเผยโดยตรง
บางครั้งก็มีในรูปของบารมีอิทธิพลโดยไม่จำเป็นต้องลงมาเกลือกกลั้ว
กับการบริหารราชการโดยตรง คนเหล่านี้แต่ก่อนจัดว่าเป็นเจ้านายและขุนนาง
ต่อมาจัดเป็นกลุ่มองค์กรทางการ เช่น อภิรัฐมนตรี องคมนตรี
หรือสภาที่ปรึกษาต่างๆ นานาคนเหล่านี้มีบทบาทอิทธิพล
ต่อการสืบราชบัลลังก์มาตลอดประวัติศาสตร์ ซึ่งทุกครั้ง
มีผลกระทบต่อระบบการเมืองที่ดำเนินอยู่ เพราะภารกิจสำคัญสุดยอด
ของผู้ใหญ่ผู้มีบารมีเหล่านี้ คือการจัดการให้ระบบการเมืองอยู่ในสภาวะ
ตามที่พวกเขาประสงค์ ตามความเชื่อ(อุดมการณ์) ของพวกเขาว่า
จะเป็นระบบที่เอื้ออำนวยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ต่อไปชั่วกาลนาน
และเอื้ออำนวยต่อผู้ใหญ่ผู้มีบารมีเหล่านี้เองในระยะเปลี่ยนผ่านราชบัลลังก์


 

ภายหลัง 2475 ระบบการเมืองที่คนกลุ่มนี้ประสงค์
ไม่ใช่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไป แต่คือระบอบประชาธิปไตย
ตามแนววัฒนธรรมไทยที่รักษาบทบาทพระราชอำนาจของ
สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะ
“อำนาจทางศีลธรรม”
เหนือการเมืองสกปรกดีๆ ชั่วๆ ของคนธรรมดา


 

ยิ่งเข้าใกล้ระยะสำคัญของการเปลี่ยนแปลง ผู้ใหญ่ผู้มีบารมีเหล่านี้
ยิ่งต้องทำทุกอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าความเปลี่ยนแปลงสำคัญ
อยู่ในวิสัยที่ตนสามารถกำหนดควบคุมได้ จะปล่อยให้ใครมีอำนาจมาก
แต่นอกลู่นอกทางที่ตนประสงค์ไม่ได้


 

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องในอดีตทั้งสิ้น

หมายเหตุ


 

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน กรุงเทพธุรกิจ 18 ตุลาคม 2549

 

webmaster@padusa.org
เชิญเขียนถึงผู้เขียนบทความนี้