|
การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ
สุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์
indexthai@yahoo.com
พระพุทธเจ้าพบว่าเกิด แก่ เจ็บ ตายทำให้เกิดทุกข์
พระองค์ท่านทรงใช้เวลา 6
ปีในการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาทางพ้นทุกข์ ทรงตรัสรู้พบอริยสัตย์
ที่เป็นสัจจธรรม กำหนดรู้ทุกข์ ต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
การดับทุกข์ และวิถีทางในการดับทุกข์ 8 ประการ
งานของพระพุทธเจ้าเป็นงานที่ยาก
หากว่างานของพระพุทธเจ้าไม่ยอดเยี่ยมคงไม่ได้รับการปฏิบัติสืบต่อมากว่า
2550 ปีได้ แล้วก็ยังแผ่ไพศาลไปกว่าครึ่งโลกอีกด้วย
พระพุทธเจ้าไม่ได้เก็บงานที่รู้แล้วไว้กับพระองค์เองแต่ผู้เดียว
แต่นำมาสอนผู้คนให้รู้ความจริงนั้นด้วย
แต่ผู้คนก็ไม่เข้าใจ ยังคงสะสมเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
ก็มีทุกข์ตลอดเวลา เห็นได้จากการเห็นแก่ตัว คอร์รัปชัน
ฆ่ากันและทำสงครามระหว่างกัน
ความเข้าใจในความเป็นไปทางเศรษฐกิจไม่ได้ยากเหมือนงานของพระพุทธเจ้า
หากมีการติดตามข้อมูลอย่างถูกต้อง
สามารถรู้และเข้าใจได้ง่ายกว่า
ระบบทุนนิยมการตลาดเป็นระบบเศรษฐกิจก่าแก่ดั้งเดิมของโลก
เกี่ยวข้องกับการผลิตการกระจายสินค้า การแลกเปลี่ยนสินค้า
การซื้อขายสินค้า มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยพุทธกาลแล้ว
กหาปณะคือมาตราเงินในยุคโบราณ
มีมาก่อนสมัยพุทธกาล 1 กหาปนะเท่ากับ 20 มาสก หรือเท่ากับ
1 ตำลึง หรือเท่ากับ 4 บาท
(ทุกวันนี้เงินบาทอ่อนค่ามากเสียหายมาก 1 กหาปนะอาจจะมีค่าเท่ากับ
1,000 บาท หรือ 10,000 บาทแล้วก็ได้)
อย่างไรก็ตามระบบทุนนิยมหาใช่ระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุดของโลกแต่อย่างใด
ทุกวันนี้ระบบทุนนิยมได้เป็นตัวทำลายตัวทุนนิยมด้วยตัวมันเอง
ดังที่ผู้เขียนกำลังนำเสนอในบทความนี้
ระบบเศรษฐกิจที่ดีที่สุด
เป็นระบบเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า เรียกว่าระบบสาธารณะโภคี
โดยไม่ให้ทุนเป็นของผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ
ทุนนั้นถูกนำมารวมไว้เป็นส่วนกลาง และนำมาใช้ร่วมกัน
รูปแบบสาธารณะโภคีในสมัยพุทธกาลถึงปัจจุบันนี้มีแต่ในวัด
โดยเฉพาะวัดที่เคร่งในพระพุทธธรรมวินัย
แต่ระดับชาวบ้านเคยไม่มีหรือไม่เคยสามารถทำให้เกิดขึ้นได้
แต่เป็นเรื่องที่น่าทึ่งพอสมควร
ที่พบว่าทุกวันนี้ระบบสาธารณะโภคีได้เกิดขึ้นในระดับชุมชนได้
พบว่ามีชุมชนในรูปแบบสาธารณะโภคีของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นหลายชุมชนในประเทศไทย
สันติอโศกเป็นศูนย์กลางการเกิดขึ้นของชุมชนสาธารณะโภคี
เนื่องจากทุนไม่ได้เป็นของผู้หนึ่งผู้ใด
มีผู้บริจาคที่ดินทรัพย์สินเงินทองให้มาก
มีการรับและจ่ายทุนที่มีคุณภาพ
ไม่รับบริจาคเงินบาปและทุนบาป เป็นอยู่ด้วยความสมถะ
ประหยัด มัธยัสถ์ มีความเป็นอยู่แบบพอเพียงมาช้านาน
ทั้งอดทนและอดออม
จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจสักกี่ครั้ง
ชุมชนสาธารณะโภคีก็จะอยู่ได้ และไม่วิกฤติไปกับระบบ
ระบบทุนนิยมได้พัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วง
200 ปีที่ผ่านมานี้
เมื่อก่อนนี้เรามีเงินเป็นทุนแต่อย่างเดียว
เรียกว่าเงินทุน มีสถาบันการเงินเป็นแหล่งประกอบธุรกรรมทางการเงิน
ทุกวันนี้มีการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุนหรือเป็นหลักทรัพย์
รวมทั้งสามารถแปลงหนี้สินให้เป็นทุนได้
มีใบแสดงมูลค่าเรียกว่าตราสารทุน หรือใบหุ้น หรือพันธบัตร
หรือหุ้นกู้
มีตลาดหลักทรัพย์เป็นนายทะเบียนและเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนและซื้อขายตราสารทุน
การมีตลาดเงินทำให้มีการกู้ยืมเงินมาดำเนินงานและขยายกิจการ
ทำให้มีการขยายงานแบบเกินความพอเพียง การมีตลาดทุน
ยิ่งทำให้มีการขยายงานเกินความพอเพียงมากเพิ่มขึ้นไปอีก
ต้นทุนในการระดมทุนในตลาดทุนต่ำกว่าตลาดเงิน
เพราะการลงทุนที่เกินความพอเพียง
จึงทำให้ล้มครืนลงในเวลาต่อมา
ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมานี้
พบว่าเศรษฐกิจของหลายประเทศล้มลงอย่างไม่เป็นท่า
อันมีผลมาจากการพังทลายของตลาดทุน
โดยเฉพาะประเทศที่ตลาดทุนมีความผันผวนสูง
เหตุที่ตลาดทุนผันผวนสูงใช้มีดัชนีตลาดหุ้นที่เบี่ยงเบนสูง
ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทย ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมานี้
ได้ประสบกับภาวะวิกฤติเศรษฐกิจกระทั่งต้องเข้ารับความช่วยเหลือทางการเงินจากไอเอ็มเอฟมา
2 ครั้งแล้ว
วิกฤติเศรษฐกิจเทียบได้กับไฟไหม้ประเทศ
ไฟไหม้บ้านใครหรือไหม้ประเทศใดก็เท่ากับหมดตัวนั่นเอง
ไฟไหม้ประเทศไทยมา 2 ครั้งแล้ว หมดตัวไปแล้ว 2 รอบแล้ว
ทุกวันนี้ประเทศไทยไม่ได้ยืนอยู่บนขาตัวเอง(เงินทุนตัวเอง)
แต่ยืนอยู่ได้ด้วยขาของต่างชาติ(ทุนของต่างชาติ)
เทียบกับประเทศอื่นๆที่ไม่เคยเกิดวิกฤติเลย
ฐานะของประเทศแตกต่างกันมาก
ประชาชนของประเทศที่ไม่พบกับวิกฤติเศรษฐกิจจะเป็นอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขและมั่นคง
ประชาชนของประเทศที่ประสบภาวะวิกฤติเป็นประจำ
จะพบแต่ทุกข์เข็ญลำเค็ญมากขึ้น และรู้สึกถึงความไม่มั่นคง
จะนำมาซึ่งปัญหาสังคม คอร์รัปชันก็จะมากขึ้น
ประเทศสหรัฐเมริกาเป็นต้นแบบของระบบทุนนิยมยุคใหม่
มีการพัฒนาตลาดทุนให้ก้าวหน้าไปหลายรูปแบบ
มีเครื่องมือทางการเงินเกิดขึ้นมากมาย มีตลาดล่วงหน้า
แต่สุดท้ายตลาดทุนของอเมริกาก็พังทลายลงอย่างรุนแรง
ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าแห่งข้อมูล
มีดัชนีตลาดทุนในรูปแบบต่างๆเป็นร้อยดัชนี
ดัชนีแต่ละตัวมีความเบี่ยงเบนไม่เท่ากัน
บางตัวก็เบี่ยงเบนมาก บางตัวก็เบี่ยงเบนน้อย
เบี่ยงเบนมากก็แกว่งตัวมาก เบี่ยงเบนน้อยก็แกว่งตัวน้อย
ตารางที่ 1)
เปรียบเทียบการแกว่งตัวของดัชนีตลาดหุ้นในประเทศอเมริกา
| ชื่อดัชนี |
การแกว่งตัวของดัชนี (%) |
NASDAQ
|
14.28 |
| RUSSELL2000 |
8.24 |
S&P500
|
8.04 |
DJIA (Dow Jones)
|
7.91 |
| NYSE |
7.15 |
| AMEX |
5.54 |
ที่มา : โดยสุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์
ตารางที่ 1 ดัชนี NASDAQ แกว่งตัวแรงที่สุด
14.28% S&P500(8.04%) DJIA(7.91%) แกว่งตัวปานกลาง
NYSE(7.15%) AMEX(5.54%) แกว่งตัวต่ำที่สุด NASDAQ
Index คือสิ่งผิดปกติในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
เมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีตลาดหุ้นของประเทศต่างๆ
พบว่าดัชนี NASDAQ แกว่งตัวแรงเป็นลำดับที่ 4 ของโลก
เพื่อให้ทราบว่าดัชนี NASDAQ เริ่มแกว่งตัวแรงเมื่อใด
ผู้เขียนได้ทำการแยกวัดการแกว่งตัวของดัชนี NASDAQ ออกเป็น
2 ช่วง
ช่วงแรกระหว่างปี 1995 - 1998 และ
ช่วงที่ 2 ระหว่างปี 1999 - 2002 (ตารางที่ 2)
ตารางที่ 2 เปรียบเทียบการแกว่งตัว(SWING)ของNASDAQ
2 ช่วงเวลา
NASDAQ Index
|
การแกว่งตัวของดัชนี (%) |
| ช่วงแรก 1995 - 1998 |
7.21 |
| ช่วงที่ 2 1999 - 2002 |
14.28 |
ที่มา : โดยสุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์
จากตารางที่ 2 จะเห็นว่าช่วงแรกระหว่างปี
1995 - 1998 ดัชนี NASDAQ แกว่งตัวในระดับต่ำเพียง 7.21
เปอร์เซนต์เท่านั้น แต่ตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา ดัชนี
NASDAQ แกว่งตัวสูงมาก คือแกว่งตัวสูงถึง 14.28
เปอร์เซนต์ แสดงว่าดัชนี NASDAQ เริ่มแกว่งตัวสูงในปี
1999 นี้เอง
ดัชนีที่แกว่งตัวสูงหรือเบี่ยงเบนสูงจะอ่อนแอสูง
และถูกโจมตีได้ง่าย
ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีการปรับปรุงการคำนวณดัชนี(index
reform)ในปี 1999
ส่งผลให้ดัชนีเบี่ยงเบนสูงขึ้นอย่างมากนั่นเอง
| 3) DOW JONES
Update : Mar 29 07 |
|
4) NASDAQ Update : Mar 29
07 |
| |
|
DOW JONES และ NASDAQ
เป็นดัชนีของตลาดหุ้นอเมริกา
จุดศูนย์กลางการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงต้นปี
2000 โดยตลาดหุ้นได้ขึ้นมาสูงสุดในต้นปี 2000
จากนั้นจึงปรับตัวลดลง ใช้เวลาในการปรับตัวประมาณ 3 ปี
จากนั้นก็มีการฟื้นตัวขึ้นมา พบว่าดัชนี DOW JONES(3)
สามารถมีจุดสูงสุดใหม่ได้ในปี 2006-2007 แต่ดัชนี NASDAQ(4)
ยังไม่ได้มีจุดสูงสุดใหม่แต่อย่างใด
DOW JONES(3) เป็นดัชนีราคา
เป็นดัชนีที่มีมาช้านาน
เรียกว่าเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่เก่าแก่ที่สุดในโลก
หรือเป็นดัชนีที่ตลาดหุ้นตัวแรกของโลก DOW JONES
เป็นดัชนีที่แกว่งตัวปานกลาง 7.91 เปอร์เซนต์
หรือมีความเบี่ยงเบนปานกลางนั่นเอง(ตารางที่ 1)
การขึ้นลงของดัชนีไม่รุนแรง
จะเห็นว่าหลังการขึ้นสูงสุดของดัชนี ได้มีการปรับตัวลงประมาณ
33 เปอร์เซนต์เท่านั้น
NASDAQ(4) เป็นดัชนีมูลค่า
เป็นดัชนีตลาดหุ้นที่พัฒนาขึ้นมาภายหลัง
เป็นดัชนีของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ หรือธุรกิจดอทคอม
ช่วงแรกดัชนีมีการเบี่ยงเบนต่ำ
ต่อมามีการปรับปรุงการคำนวณดัชนีใหม่ โดยในช่วงปี 1999
ได้มีการนำหุ้นที่มีมูลค่าตลาดสูงรวมเข้าไปในการคำนวณดัชนี
บริเวณวงกลมในดัชนี(4) เช่นหุ้นไมโครซอฟท์และตัวอื่นๆอีก
2-3 ตัว ส่งผลให้ดัชนีแนสแดกซ์แกว่งตัวสูงขึ้นอย่างมาก
(ตาราง 1-2) ขึ้นก็แรง ตกก็แรง
มันเป็นธรรมชาติของตลาดหุ้น หุ้นกลุ่มใดขึ้น
นักลงทุนท้องถิ่นก็จะกรูกันไปลงทุนในกลุ่มนั้น
ดัชนีที่เบี่ยงเบนสูงจะอ่อนแอสูงและถูกปั่นได้ง่าย
ช่วงดังกล่าวนายอลัน กรีนสแปนผู้ว่าการธนาคารกลางแห่งสหรัฐอเมริกาได้ออกมาเตือน
ว่าหุ้นในธุรกิจดอทคอมขึ้นแรงอย่างผิดปกติ
และผิดไปจากพื้นฐาน ให้ระมัดระวังตัว
มันเป็นเรื่องยากที่ห้ามไม่ให้คนท้องถิ่นเข้าไปไล่ซื้อหุ้นในตลาด
NASDAQ สุดท้ายตลาดหุ้น NASDAQ ก็ตกลงอย่างรุนแรง
หลังจากขึ้นไปสูงสุดที่ 5,047 จุดในต้นปี 2000
แล้วตกลงมาที่ 1,114 ในช่วงประมาณอีก 3 ปีถัดมา
หรือตกลงถึง 78 เปอร์เซนต์ นักงทุนท้องถิ่นเสียหายกันทั่วหน้า
บรรดาผู้จัดการกองทุนระหว่างประเทศ
เป็นกลุ่มบุคคลที่มีทุนมาก มีข้อมูล มีความรู้ความเข้าใจ
และมีประสบการณ์ในระบบของเศรษฐกิจของประเทศต่างๆทั่วโลกดีมาก
เขาไม่เคยแยกว่าเป็นประเทศตะวันตกหรือประเทศตะวันออก
เขาไม่เลือกว่าเป็นประเทศสหรัฐเมริกา
หรือไม่ใช่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ระบบเศรษฐกิจของประเทศใดมีบาดแผล และเปิดจุดอ่อนให้เห็น
พวกเขาจะกรูเข้าไปโจมตี กรูเข้าไปรุมจิกแบบไม่เลี้ยง
ดังเช่นการเล่นงานตลาดหุ้นไทยระหว่างปี 1993-1997
และการเล่นงานตลาดหุ้นแนสแดกซ์ระหว่างปี 1999-2002 นั่นเอง
กราฟ (4)
ตลาดหุ้นตกหนัก ส่งผลให้สภาพคล่องของระบบเสียหาย
เกิดหนี้เสียเต็มระบบ ทำให้เอกชนล้มลงและล้มละลาย
ค่าเงินพังทลาย อัตราดอกเบี้ยเสียหาย อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น
และคนตกงาน
'เอ็นรอน' ล้มลงในเดือนตุลาคมปี 2001 ปี 2002
มีการทยอยล้มลงของ โกลบอล ครอสซิ่ง ห้างค้าปลีกเคมาร์ต
คิวเวสต์ คอมมิวนิเคชั่น อเดลเฟีย คอมมิวนิเคชั่นส์ เวิรลด์คอม
เอโอแอลไทม์วอเนอร์ ดุ๊กอเนอจี บริสตอล ไมเออร์
บริษัทประกันภันคอนเซโก ฯลฯ
เวิรลด์คอมมีสินทรัพย์คิดเป็นมูลค่าประมาณ 100,700
ล้านเหรียญ โกลบอล ครอสซิ่ง 25,511 ล้านเหรียญ เคมาร์ต
17,007 ล้านเหรียญ และอเดลเฟียคอมมิวนิเคชั่นมีมูลค่าประมาณ
24,410 ล้านเหรียญ
มีผู้คำนวณไว้ว่าความเสียหายทั้งระบบสูงถึง 7.7
ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 350 ล้านล้านบาท
คำนวณที่อัตรา 45.45 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ส่วนการโจมตีตึกแฝด
World Trade Center (WTC) มีมูลค่าความเสียหายประมาณ
30,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.36 ล้านล้านบาท
การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ
การพังทลายของตลาดหุ้น จะทำให้ค่าเงินพังทลายตามมา
ไม่ว่าจะเกิดที่ประเทศใด เช่นประเทศไทย
หรือประเทศอาร์เจนตินา หรือประเทศสหรัฐอเมริกา
ก็เป็นแบบเดียวกันทุกประการ การพังทลายของตลาดหุ้นสหรัฐ
คือต้นเหตุความเสียหายของค่าเงินเหรียญสหรัฐ
ความเสียหายของเงินเหรียญสหรัฐรุนแรงมาก
ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือในเงินเหรียญสหรัฐน้อยลงมาก
ทำให้คนทิ้งเงินและสินทรัพย์ในรูปเงินเหรียญสหรัฐ
แล้วหันไปถือครองสกุลเงินและสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินอื่นแทน
ทำให้เงินไหลออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา
หากนำเงินเหรียญสหรัฐไปเปรียบเทียบกับสกุลเงินที่ไม่ได้ผูกค่าเงินไว้กับค่าเงินเหรียญสหรัฐ
เช่นเยนและยูโร
พบว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะมีการอ่อนลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ระหว่างปี 2002-204 เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 24
เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินเยน
จะเห็นว่าการอ่อนค่าของเงินเหรียญเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป
ระหว่างปี 2002-204 เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 35
เปอร์เซนต์เมื่อเปรียบเทียบกับเงินยูโร
ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนลงแบบค่อยเป็นค่อยไปเช่นเดียวกัน
แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับสกุลเงินที่ผูกค่าเงินไว้กับเงินเหรียญสหรัฐ
พบว่าประเทศเหล่านั้นไม่สามารถฉุดรั้งค่าเงินของประเทศตนให้ยืนค่าเดิมอยู่ได้
ทำให้เงินแข็งทะลุเพดานเดิมขึ้นไปได้
จะเห็นว่าสกุลเงินที่ผูกค่าเงินไว้กับเงินเหรียญสหรัฐเช่นหยวนของจีนและริงกิตของมาเลย์เซีย
ไม่สามารถรักษาค่าเดิมไว้ได้ ถูกรุมซื้ออย่างรุนแรง
มีการทิ้งเงินเหรียญสหรัฐอย่างไม่อาลัยใยดี
แล้วมาเก็บเงินหยวนและเงินริงกิตอย่างมุ่งมั่น
ส่งผลให้เงินหยวนและเงินริงกิตในช่วงกลางปี 2005
พุ่งทะลุผ่านเพดานเดิมที่เคยพยายามรักษาไว้อย่างรุนแรง
ไม่ได้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป
คำอธิบาย ทำไมค่าเงินหยวนของจีนและริงกิตของมาเลย์เซียจึงอ่อนผิดจริง
เมื่อตลาดหุ้นของประเทศสหรัฐอเมริกาพังทลาย
ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าหรือพังทลายลงมาด้วย
แต่ตลาดหุ้นจีนและมาเลย์เซียไม่ได้พังทลาย
ค่าของเงินหยวนของจีนและเงินริงกิตมาเลย์เซียจึงเป็นปกติ
แต่การที่เงินหยวนของจีนและริงกิตของมาเลย์เซียผูกค่าเงินไว้กับเงินเหรียญสหรัฐ
เมื่อเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า
จึงทำให้ค่าเงินหยวนของจีน(7)และเงินริงกิตของมาเลย์เซีย(8)อ่อนค่าลงด้วย(พังทลายลงด้วย)
นั่นคือ แท้ที่จริงแล้วค่าเงินหยวนของจีน(7)และริงกิตของมาเลย์เซีย(7)อ่อนค่าผิดจริง
เพราะมันอ่อนค่าผิดจริง
จึงทำให้นักเก็งกำไรข้ามชาติเข้ามาเก็งกำไร
เรียกว่าเข้ามาโจมตีได้ ทำการเข้าซื้อตั้งแต่ปี 2001
เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงกลางปี 2005 ใช้เวลากว่า 3
ปีในการซื้อสะสมเงินหยวนและเงินริงกิต
แล้วทั้งจีนและมาเลย์เซียก็ไม่สามารถฉุดรั้งไม่ให้ค่าเงินของตนเองไว้ได้
ช่วงกลางปี 2005 (กราฟ 7-8)
ต้องปล่อยให้เงินของตนเองแข็งค่าขึ้นในที่สุด
พวกนักเก็งกำไรได้รับรับชัยชนะ
และกำลังมีกำไรกันอยู่ขณะนี้
ที่เขียนบทความนี้อยู่ในช่วงต้นปี 2007 ค่าเงินหยวนและเงินริงกิตยังคงเดินหน้าแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แข็งค่าสู่ค่าที่แท้จริง
ยังไม่ทราบเช่นกันว่าจะยุติลงเมื่อใด
หรือยังไม่ทราบว่าค่าเงินเหรียญสหรัฐจะหยุดพังทลายลงเมื่อใด
ทุกวันนี้มีประมาณ 20
ประเทศที่ยังคงผูกค่าเงินของตนเองไว้กับเงินเหรียญสหรัฐ
ซึ่งค่าเงินของประเทศดังกล่าวก็จะเกิดเหตุการณ์ทางการเงินเช่นเดียวกับของประเทศจีนและมาเลย์เซียนั่นเอง
ถึงปลายไตรมาศ 1/2007 เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง 6.59
เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินหยวน(7) และอ่อนค่าลง 9.20
เปอร์เซนต์เมื่อเทียบกับเงินริงกิต(8)
อย่างไรก็ตามแม้เงินหยวนและเงินริงกิตไม่สามารถยืนค่าเดิมได้
และแข็งค่าขึ้นมา แต่ก็ยังอ่อนกว่าเงินสกุลต่างๆอยู่ดี
เพราะเงินสกุลต่างๆทั่วโลกส่วนใหญ่แข็งค่าขึ้นมา 25-35
เปอร์เซนต์ แต่หยวนกับริงกิตกลับแข็งไม่ถึงเลขสองหลัก
คือแข็งไม่เกิน 10 เปอร์เซนต์
ด้วยปราฏการณ์ดังกล่าว ทำให้สินค้าของจีนและมาเลย์เซียส่งออกไปตีตลาดทั่วโลกได้มากกว่าประเทศใดๆ
ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่ามีสินค้าจากจีนวางขายเต็มไปหมด
สกุลเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ประมาณว่ามีส่วนแบ่งสูงถึง 70 เปอร์เซนต์
เมื่อมันไหลออกจากประเทศสหรัฐอเมริกา
มันก็ไหลเข้าไปยังประเทศต่างๆทั่วโลก ทำให้เงินทุนท่วมโลก
เห็นได้จากทุนสำรองทางการเงินของประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นตลอด
4-5 ปีที่ผ่านมานี้
เมื่อปี 1997 ประเทศไทยเหลือทุนสำรองฯ 2,800
ล้านเหรียญสหรัฐ ต้นปี 2007 ประเทศไทยมีทุนสำรองฯสูงถึง
70,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่นำมาลงทุนทางตรงนั้นมีน้อย
ส่วนใหญ่นำมาเก็งกำไรในตลาดทุนนั่นเอง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศอื่นๆก็จะคล้ายกับประเทศไทยนั่นเอง
ดูได้จากทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง
9) Reserves of Foreign Exchange and Gold ($)
| Rank |
Country |
2006 |
2005 (Rank) |
%CHG |
| 1 |
China |
1,034,000,000,000 |
795,100,000,000(2) |
30.05 |
| 2 |
Japan |
864,700,000,000 |
845,000,000,000(1) |
2.33 |
| 3 |
Russia |
314,500,000,000 |
181,300,000,000(5) |
3.47 |
| 4 |
Taiwan |
280,600,000,000 |
225,800,000,000(3) |
4.27 |
| 5 |
Korea, South |
239,000,000,000 |
210,400,000,000 (4) |
3.59 |
| 6 |
India |
165,000,000,000 |
145,000,000,000 (6) |
3.79 |
| 7 |
Singapore |
134,600,000,000 |
123,500,000,000 (7) |
8.99 |
| 8 |
Hong Kong |
132,000,000,000 |
122,300,000,000 (8) |
7.93 |
| 9 |
France |
98,540,000,000 |
77,350,000,000 (12) |
7.39 |
| 10 |
Brazil |
87,270,000,000 |
69,280,000,000 (14) |
5.97 |
| 11 |
Mexico |
85,010,000,000 |
68,700,000,000 (15) |
23.74 |
| 12 |
Malaysia |
82,300,000,000 |
78,900,000,000 (11) |
4.31 |
| 13 |
Algeria |
78,000,000,000 |
61,010,000,000 (16) |
7.85 |
| 14 |
Italy |
70,500,000,000 |
60,000,000,000 (17) |
7.50 |
| 15 |
USA |
69,190,000,000 |
86,940,000,000 (10) |
-20.42 |
| 16 |
Thailand |
59,060,000,000 |
51,900,000,000 (18) |
3.80 |
| 17 |
Iran |
58,460,000,000 |
40,060,000,000 (23) |
5.93 |
| 18 |
Libya |
57,480,000,000 |
32,310,000,000 (28) |
77.90 |
| 19 |
Turkey |
53,420,000,000 |
46,500,000,000 (20) |
4.88 |
| 20 |
Poland |
49,690,000,000 |
41,630,000,000 (22) |
19.36 |
Source :
https://www.cia.gov/cia/publications/factbook/index.html
ทุนสำรองของประเทศจีนซึ่งเคยอยู่ในลำดับที่ 2 ในปี 2005
เลื่อนขึ้นมาเป็นลำดับที่ 1 ในปี 2006 ฐานทุนของสำรองในปี
2005 นับว่าโตอยู่แล้ว แล้วทุนสำรองเพิ่มขึ้นมาถึง 30.05
เปอร์เซนต์ ยิ่งทำให้ทุนสำรองยิ่งโตขึ้นไปอีก และก็ทะลุ 1
ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว
ทุนสำรองของประเทศรัสเซียก็เพิ่มขึ้นสูงมาก
ขึ้นมาเป็นลำดับที่ 3 ของโลก
ดูเหมือนว่าทุนของโลกจะมากองไว้ทางด้านภูมิภาคเอเซียสูงมาก
ทุนสำรองสูงสุด 10 ประเทศแรก เป็นของประเทศในภูมิภาคเอเซียถึง
7 ประเทศ เอเซียกำลังผิดปกติ
จากข้อมูล 20 ประเทศที่นำเสนอนี้ พบว่าทุนสำรองฯ
เพิ่มขึ้นทุกประเทศ
ยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว
ที่ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศลดลง
ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของไทยปี 2006
อยู่ลำดับที่ 16 เลื่อนขึ้นมาจากปี 2005 จากลำดับที่ 18
ปี 2006 พบว่าทุนสำรองของประเทศอังกฤษและเยอรมันนีไม่ติดใน
20 อันดับแรก
ประเทศ
Libya
เป็นประเทศที่ทุนสำรองเพิ่มขึ้นเป็นอัตราส่วนที่สูงมาก
คือเพิ่มขึ้นถึง 78 เปอร์เซนต์
กลไกที่เกิดขึ้นจากการไหลเข้าของทุน
ยกตัวอย่างเช่นประเทศไทย ต้นไตรมาส 2/2007
ทุนสำรองการเงินระหว่างประเทศของไทยเพิ่มสูงถึง 70,000
ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเงินทุนเข้ามา ก็นำมาแลกซื้อเงินบาท
ส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น การมาแลกซื้อเงินบาท
ทำให้เงินบาทเข้ามาสู่ระบบมากขึ้น
ส่งผลให้สภาพคล่องมีมากขึ้น
ทำให้อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลง ทำให้ตลาดหุ้นสูงขึ้น
นี่คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในระบบการเงินไทยในช่วง 4-5
ปีที่ผ่านมา (สำคัญ)
ปลายไตรมาส 1/2007
ธนาคารแห่งประเทศไทยขออนุมัติออกพันธบัตร 400,000 ล้านบาท
แสดงว่าสภาพคล่องของประเทศไทยมีสูงมาก
การออกพันธบัตรดังกล่าว
เพื่อมาดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบนั่นเอง
และคงหลีกเลี่ยงยากที่แบงก์ชาติจะไม่ลดดอกเบี้ยชี้นำลง
ประเทศไทยก็มองเห็นว่าทุนสำรองของประเทศจีนที่มีสูงมาก
จึงคิดที่จะไปดึงจีนให้มาลงทุนในประเทศไทย
โดยไม่ดูว่าทุนสำรองของประเทศไทยก็มีอย่างท่วมท้นเช่นกัน
หากไปดึงเงินจากต่างประเทศมาอีก
ก็จะยิ่งทำให้เงินบาทแข็งค่ามากขึ้นไปอีก
อัตราดอกเบี้ยก็จะยิ่งตกต่ำลงอีก คนไทยมักง่าย
คิดแต่เรื่องมักง่าย
ผู้ที่ติดตามข่าวด้านเศรษฐกิจ
ส่วนใหญ่บอกว่าเป็นเรื่องของโลกาภิวัฒน์
เป็นวิวัฒนาการในโลกทุนนิยม ทำให้เงินทุนไหลเข้าออกง่าย
ความจริงแล้วไม่ใช่วิวัฒนาการอะไร
แท้ที่จริงแล้วมันเกิดความผิดปกติของดัชนี NASDAQ ในปี
1999 ต่างหาก ทำให้มีการโจมตีตลาด NASDAQ อย่างรุนแรง
ทำให้ตลาดหุ้นพังทลาย
ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลายตามมา
แล้วผู้คนก็ไม่เชื่อมั่นในเงินเหรียญสหรัฐ
ทิ้งเงินเหรียญสหรัฐ ไปเก็บเงินและสินทรัพย์สกุลเงินอื่น
ที่ส่งผลให้ทุนสำรองของประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างท่วมท้น
ผู้คนรู้แต่ว่ามีการโจมตึก WTC
แต่ไม่มีใครรู้ว่าได้มีการโจมตีตลาดหุ้น NASDAQ
คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า
เศรษฐกิจของประเทศอเมริกามีขนาดใหญ่ หากเกิดความเสียหาย
ก็จะกระทบต่อประเทศต่างๆ
ทำให้เศรษฐกิจประเทศต่างๆเสียหายไปด้วย
แต่ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นอย่างที่นักวิเคราะห์ทั่วไปว่าไว้
การพังทลายเศรษฐกิจและค่าเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา
ส่งผลให้เงินไหลออกจากประเทศสหรัฐอเมริกาไปท่วมประเทศต่างๆทั่วโลก
ทำให้สภาพคล่องของประเทศต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
ทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
เศรษฐกิจของประเทศต่างๆดีขึ้นทั่วหน้า
แต่ดูเหมือนจะดีและร้อนแรงมาก และน่าเป็นห่วงแล้ว
นั่นแสดงว่าการพังทลายทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา
หาได้ส่งผลกระทบทางลบต่อประเทศอื่นแต่อย่างใดไม่
ตรงกันข้ามกลับได้รับผลดี และดีจนเกินไปอีกต่างหาก
นักวิเคราะห์ต่างบอกว่า ที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐพังทลาย
เพราะสหรัฐขาดดุลการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง
พูดแต่เรื่องปลายเหตุ
หากถามว่าทำไมสหรัฐอเมริกาจึงขาดดุลการค้าหรือขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูง
ก็คงตอบไม่ได้หรือมั่วตอบเท่านั้นเอง
ความผิดปกติเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก
เหตุเพราะเกิดความผิดปกติในอเมริกาเป็นเบื้องต้นในปี 1999
นั่นเอง ดัชนีตลาดหุ้นรวมโลกมีจุดสูงสุดใหม่แล้ว
แสดงว่าเศรษฐกิจโลกร้อนแรงมาก
หลังการร้อนแรงทางเศรษฐกิจโลก
ก็จะเกิดการพังทลายทางเศรษฐกิจโลกตามมาได้
สรุป เรื่องนี้ไม่ใช่นิทาน แต่เป็นเรื่องจริง
การพังทลายของค่าเงินเหรียญสหรัฐเป็นเรื่องจริง
เรื่องจริงนี้สอนให้รู้ว่า
ดัชนีตลาดหุ้นคือค่าตัวกลางอย่างหนึ่ง
หากพัฒนาอย่างถูกต้องก็จะไม่อันตราย
แต่หากพัฒนาอย่างไม่ถูกต้องก็จะก่อให้เกิดอันตรายได้
สิ่งที่ไม่ถูกต้อง
หากเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีมูลค่าน้อยก็จะเสียหายน้อย
แต่หากเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีมูลค่ามากก็จะเสียหายมาก SET
Index ทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยเสียหาย 9.5 ล้านล้านบาท
NASDAQ Index ทำให้เศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริการเสียหาย
350 ล้านล้านบาท
ประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกาและอีกหลายๆประเทศ
กลายเป็นประเทศทุนนิยมยากจนยุคใหม่โดยไม่รู้ตัว
4 เมษายน 2550
|