เปลว สีเงิน 2 พฤษภาคม 2552 – 00:00
เมื่อวาน (๑ พ.ค.๕๒) ท่านฟังการอภิปรายทั่วไปของวุฒิสมาชิกหรือเปล่าครับ ความจริงผมก็ลืมไป จนกระทั่งเปิดโทรทัศน์ช่อง ๑๑ เจอเข้า (ตอนนี้เขาเรียกช่องอะไรก็ไม่รู้ เห็นเลอะไปหมด) ก็เลยตามฟังไปเรื่อยๆ ฟังจากบ้าน ฟังต่อในรถ จนระทั่งถึงที่ทำงานก็เปิดโทรทัศน์ฟังไปจนค่ำ ความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นเป็น “ทัศนคติใหม่” กับวุฒิสมาชิกก็คือ ชื่นชม-ศรัทธา ต่อการอภิปรายสมภาวะแห่ง “วุฒิสมาชิก” อันไม่เคยพบมาก่อน และคิดว่าในแต่ละความเห็น และคำเสนอแนะของ ส.ว.คงเป็นประกายบริสุทธิ์จุดเชื้อไฟปรารถนาของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ซึ่งนั่งรับฟังอยู่ตลอด ให้โชนฉานขึ้นเพื่อขับเคลื่อน-แก้ไขปัญหาสังคมชาติอย่างมีพลัง
ครับ..เมื่อสัปดาห์ก่อนโน้น ก็ประชุมรัฐสภา ให้บรรดา ส.ส.และ ส.ว.ได้ “อภิปรายทั่วไป” โดยไม่มีการลงมติ ๒ วัน ๒ คืน ท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ก็นั่งรับฟังคำอภิปรายอยู่ในรัฐสภาทั้ง ๒ วัน ๒ คืน และเมื่อวาน เป็นการอภิปายทั่วไปของ “วุฒิสภา” ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ท่านนายกฯ ก็นั่งฟังแต่ละท่าน ส.ว.อภิปรายตั้งแต่เช้ายันค่ำเหมือนกัน
ก็อดคิดในเชิงเปรียบเทียบไม่ได้ครับ ในขณะที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ทำตัวประหนึ่งว่าเป็นผู้ศรัทธา-เข้าถึง-เชื่อมั่น ในระบอบประชาธิปไตย ยกเป็นเงื่อนไขให้สมุนแดงไล่ล้ม “รัฐบาลอภิสิทธิ์” ด้วยอ้างว่าไม่เป็นประชาธิปไตย เขาสิเป็นประชาธิปไตย และต้องให้เขาเข้ามามีอำนาจบริหารประเทศถึงจะเป็นประชาธิปไตยแท้จริง?
แต่นับแต่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ จากปลายธันวา ๕๑ ตราบจนถึงวินาทีนี้ ถ้าตัวอยู่ในประเทศไทย และเปิดประชุมสภาฯ ครั้งใด นายอภิสิทธิ์ไม่เคยขาดประชุม ที่สำคัญ ทุกกระทู้ที่ถามนายกฯ จะถามด้วยอยากรู้ หรือจะแกล้งถามเพื่อด่านายกฯ ตัวนายกฯ จะมาตอบให้ ส.ส.ฟังด้วยตัวเอง ด้วยเคารพ-เชื่อมั่นในระบบรัฐสภาทุกครั้งไป
และเมื่อมีปัญหาสำคัญของบ้านเมือง นายกฯ อภิสิทธิ์เองด้วยซ้ำ จะเป็นฝ่ายเสนอให้เปิดรัฐสภา เพื่อใช้เป็นเวทีให้บรรดา ส.ส.และ ส.ว.ได้มีส่วนร่วมในการแสวงหาทางออกของบ้านเมือง คือเคารพสภาฯ เชื่อมั่นสภาฯ และให้เกียรติสมาชิกสภาฯ ตามปรัชญาและจิตวิญญาณระบอบประชาธิปไตย
ตรงกันข้ามกับสมัยทักษิณเป็นนายกฯ เป็นนายกฯ ๖ ปี ทักษิณเคยเข้าร่วมประชุมสภาฯ จริงๆ ๑๐ ครั้งถึงหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ใจได้คือ “ไม่มีซักครั้งเดียว” ที่ทักษิณจะเอื้อเฟื้อต่อระบอบรัฐสภาด้วยการมาตอบกระทู้ ส.ส.หรือ ส.ว.ด้วยตัวเอง!
ขนาดอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีอยู่ครั้งผมจำได้ว่า ทักษิณอหังการใน “อำนาจรัฐสภาเบ็ดเสร็จ” ที่ทั้งซื้อ-ทั้งดูด-ทั้งบีบ พรรคเล็ก-พรรคน้อยมาสยบอยู่กับไทยรักไทย จนเหลือเสียงในฝ่ายค้านไม่พอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตัวนายกฯ ฉะนั้น ถึงฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ทักษิณก็ไม่อนาทรร้อนใจ ไม่คิดจะเอื้อเฟื้อต่อระบอบประชาธิปไตยด้วยการมาเข้าร่วมประชุมแต่อย่างใดเลย
รัฐสภามีความหมายสำหรับทักษิณเฉพาะใช้เป็นตรายาง “ทำหน้าที่ออกกฎหมายตามที่เขาอยากจะได้เท่านั้น” อย่างองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจที่ร่ำรวยจากการขายคลื่นต้องเจ๊งด้วยแห้งตาย ในขณะที่กิจการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือเอกชนอวบอ้วนรวยเอา..รวยเอา
ก็ไม่เพราะรัฐสภาเป็นตรายางออกกฎหมายให้ “นายใหญ่” เจ้าของธุรกิจโทรคมนาคมสัมปทานผูกขาดสมฤทัยไปฝ่ายเดียวดอกหรือ!?
เอ้า…แล้วท่านทั้งหลายก็ตรองดูด้วยสุจริตแห่งหัวใจเป็นที่ตั้งก็แล้วกันว่า ระหว่างอภิสิทธิ์ กับ ทักษิณ ใคร…เป็นประชาธิปไตย และใครคือไอ้โจรในคราบประชาธิปไตยปล้นชาติบ้านเมือง?
ท่านนายกฯ หมั่นร่วมประชุม ขอรับฟังข้อคิดเห็น และคำเสนอแนะจากท่าน ส.ว.หลายๆ ท่านให้มากเข้าไว้เถอะครับ จะเป็นประโยชน์มาก และแต่ละท่านฟังดูแล้ว สมเป็นผู้ใหญ่ระดับวุฒิสมาชิก มีความห่วงชาติบ้านเมือง มีธรรมเป็นดุลถ่วงในการแสดงความคิดเห็น และหวังดี ด้วยเห็น “จุดดี” ในตัวท่าน
“อเสวนา จะ พาลานัง ปัณฑิตานัญ จะ เสวนา คบคนพาล พาลพา ไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพา ไปหาผล” หวังว่าท่านท่านคงเข้าใจนะครับ!
วันนี้ขอคุยเท่านี้ เพราะพบ “ความเห็นผู้อ่าน” ท่านหนึ่ง ส่งเข้ามาทางเว็บไซต์-ไทยโพสต์ ผมอ่านแล้วทึ่ง และตื่นตา-ตื่นใจในมุมมองแหลมคม-ด้วยเห็นด้วยทุกประการ อดใจเก็บไว้อ่านคนเดียวไม่ไหว เพราะเห็นว่า ในขณะบ้านเมืองต้องการความคิดเห็นหลากหลายเพื่อใช้เป็นทางออก และนี่น่าจะเป็นอีกทัศนะหนึ่งที่ไม่น่ามองข้าม จึงขออนุญาตนำมาให้ได้อ่านทั่วกัน-เชิญครับ
เรียนท่าน บก.ไทยโพสต์
ผมเป็นชาวโคราช ชอบอ่านไทยโพสต์เพราะผมชอบบทความของคุณเปลว สีเงิน ผมติดตามข้อเขียน บทความของท่านมาตั้งแต่ที่ท่านเขียนอยู่ที่ไทยรัฐ ผมคิดว่าท่านเป็นผู้เขียนบทความที่มีแนวความคิดให้ผู้อ่านได้ใช้สติปัญญาในการพิจารณา ไม่ได้เขียนเอนเอียงไปในทางรับใช้ใครหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง
ประเทศชาติของเราในขณะนี้ต้องการผู้ที่ให้ความคิด ความรู้แก่ประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้หยุดคิด พิจารณาปัญหาของประเทศให้กลับมาสู่ความสงบสันติ ใช้ชีวิตที่สนุกสนานเหมือนวิถีแบบไทยๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน 2552 ที่ผ่านมา ผมคิดว่าเหตุที่รุนแรงเกิดมาจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีความเคียดแค้นสังคมของชนชั้นล่าง หรือคนชั้นรากหญ้าที่ก่อความรุนแรงเพื่อระบายอารมณ์ความรู้สึก ที่พวกเขาถูกสังคมชนชั้นกลางกดขี่ข่มเหงในสถานะทางสังคม คนชั้นล่างได้ใช้เวทีและพื้นที่ในการชุมนุมในครั้งนี้ระเบิดอารมณ์ความรู้สึกที่ถูกเก็บกดมานาน อาละวาด ก่อการจลาจล และสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมือง ที่พวกเขาคิดว่าเป็นสัญลักษณ์และสิ่งก่อสร้างของชนชั้นสูงและชนชั้นกลาง
พวกเขาคิดว่าการกระทำในครั้งนี้จะสามารถปฏิวัติสังคมคนชั้นสูงและคนชั้นกลางลงได้ แล้วพวกเขาจะได้ขึ้นมาเป็นผู้ปกครองแทน (เหมือนประเทศเขมรในยุคที่เขมรแดงปกครองประเทศ ที่ไล่ล่าเข่นฆ่าคนชั้นสูงและชนชั้นกลาง) ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถที่จะปกครองโดยชนชั้นล่างได้ เพราะ
1.ชนชั้นล่างไม่มีความสามารถที่จะเข้าไปแข่งขันในด้านการค้า ในด้านการต่างประเทศ เพราะในด้านการต่างประเทศนั้น ต้องใช้คนชั้นกลางที่มีความรู้และความสามารถอย่างสูง ซึ่งก็คือพวกนักธุรกิจเอกชนที่มีความสามารถ ประเทศไทยเจริญเติบโตได้ทุกวันนี้ พวกชนชั้นล่างจะต้องยอมรับความสามารถของนักธุรกิจคนไทย ซึ่งมีความสามารถที่จะต่อกรกับนักลงทุนชาวต่างชาติได้ ซึ่งคนชั้นล่างไม่มีทางที่จะหาบุคลากรได้อย่างแน่นอน ในที่สุดก็ต้องไปพึ่งพาคนชั้นกลางที่พวกเขาต่อต้านนั่นเอง และก็จะถูกพวกชนชั้นกลางหาผลประโยชน์จากพวกชนชั้นล่าง กลายเป็นระบอบทุนนิยมสามานย์เหมือนเดิม ใครพวกใครก็ร่ำรวยอยู่กลุ่มเดียว เหมือนสมัยทักษิณซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่
2.ชนชั้นล่างไม่ได้เตรียมตัวที่จะเป็นผู้นำสังคม ไม่ว่าด้านการศึกษาหรือมาตรฐานในการดำเนินชีวิต พวกเขาส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ การตัดสินใจต่างๆ อยู่บนพื้นฐานของอารมณ์ความรู้สึกเป็นส่วนใหญ่ ดูได้จากการใช้กำลังก่อความวุ่นวายในกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ทำทุกอย่างเพื่อสนองตอบความรุนแรงของอารมณ์ ซึ่งคุณสมบัติตรงนี้ไม่สามารถที่จะไปแข่งขันกับชาวต่างชาติได้
3.ชนชั้นล่างยังมีพวกงมงายไร้เหตุผล เชื่อผู้นำที่นำทางไปในทางผิดๆ เช่น งมงายทางไสยศาสตร์ ดูได้จากความเชื่อทางโชคลาภ เพราะว่าชนชั้นนี้ไม่มีความสามารถที่จะแข่งขันทางการค้าการลงทุนกับคนชั้นกลางได้ ก็เลยต้องพึ่งพิงสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็นสิ่งศักสิทธิ์ ที่จะช่วยพวกเขาให้ร่ำรวยอย่างรวดเร็วเทียบเท่าคนชั้นกลาง ซึ่งพวกเขาไม่ได้มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปแข่งขันเลย
ผมขอสรุปเหตุการณ์ในครั้งนี้ว่า จะยังไม่จบลงง่ายๆ เพราะคนชั้นล่างได้ลุกขึ้นมาต่อสู้แล้ว หลังจากที่ถูกกดขี่ข่มเหงมานาน (ในความรู้สึกของชนชั้นล่าง) วิธีการที่จะทำให้เหตุการณ์นี้คลี่คลายไปในทางที่ดีก็คือ รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนในการที่จะทำให้ชนชั้นทั้งสองชนชั้นในสังคม มีความรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้พ่ายแพ้ในสงครามในครั้งนี้ คือ
1.ต้องไม่สร้างเหตุการณ์ยั่วยุให้คนทั้งสองชนชั้นเกิดความขัดแย้งกันอีก โดยการต้องไม่เสนอข่าวที่เจาะลึกความผิดของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนทำให้อีกฝ่ายเคียดแค้นชิงชังกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ต้องใช้เวลาในการเยียวยาอีกนาน อาจจะเป็นปีๆ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลา 4-5 วันมานี้ ไม่ใช่เพิ่งจะเกิด แต่เกิดจากการสะสมของอารมณ์ความรู้สึกที่คับแค้นใจมาเป็นเวลาหลายสิบปี เพราะฉะนั้นจะมาแก้ให้ยุติลงได้ในเวลา 2-3 วัน ย่อมเป็นไปไม่ได้ ต้องแยกแกนนำของการชุมนุมออกมาดำเนินคดีในส่วนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐและประชาชน เพราะแกนนำเหล่านี้ไม่มีความจริงใจที่จะทำเพื่อประชาชนคนชั้นล่างอย่างแท้จริง แต่ทำเพื่อเงินที่ได้รับมาให้สร้างความวุ่นวายกับบ้านเมืองเท่านั้น
2.ต้องจัดระเบียบข้าราชการ และนักการเมืองที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รุนแรงนี้ ผมเชื่อว่าเหตุการณ์ที่วุ่นวายในครั้งนี้ เกิดจากคนพวกนี้ที่แสวงหาเงินทองผลประโยชน์บนความย่อยยับของประเทศชาติ ต้องนำตัวมาลงโทษอย่างรุนแรงกว่าประชาชนที่ทำผิดในเหตุการณ์เดียวกันนี้
3.ทำความเข้าใจกับประชาชนทั้งสองฝ่าย โดยพยายามหากิจกรรมที่ทั้งสองฝ่ายมามีส่วนร่วม เช่น รื้อฟื้นกิจกรรมลูกเสือชาวบ้าน โดยให้บริษัท ห้างร้าน ส่งผู้บริหารหรือตัวแทนบริษัทที่มีตำแหน่งเทียบเท่าผู้บริหารมาเข้าร่วมกิจกรรมกับชาวบ้าน โดยจัดกิจกรรมที่สนุกสนานเพื่อให้ผู้เขาร่วมกิจกรรมมีความสนุกสนานเป็นหลัก จะทำให้มีความสนิทสนมกันมากขึ้น เพื่อที่จะลดช่องว่างของชนชั้นลง
ผมขอแสดงความคิดเห็นเป็นการส่วนตัว ผมหวังว่าประเทศของเราจะเป็นประเทศที่สงบร่มรื่นน่าอยู่ ชาวต่างชาติอยากเข้ามาท่องเที่ยว เป็นประเทศที่เจริญทางวัฒนธรรมมากกว่าที่จะเจริญทางวัตถุ หรือเป็นทุนนิยมที่สุดโต่ง
ขอขอบคุณครับ
Kritchakorn
สังคมชาติไทยกำลังเข้าสู่ “เส้นทางสายเปลี่ยน” และกำลังแล่นเลาะเลียบริมขอบผา จะเดินหน้า หรือถอยหลัง มันมีค่าเท่ากัน ฉะนั้น ในเส้นทางที่ต้องไป กุมสติกันไว้ให้มั่น และหมั่นเตือน-หมั่นบอกในขณะที่ต้องร่วมอยู่ในยานลำเดียวกันด้วยความหวังดีกันไว้ มีแต่เช่นนี้ จะเปลี่ยนความหวาดเสียว เป็นสบสันต์กับวิวแสนสวยตามริมห้วย-ริมเหวรายทาง และวันนั้น-อันเป็นจุดหมายของประเทศไทยที่ต้องไปถึง เรียกว่า “เส้นทางสายสมปรารถนา” อย่างช้า “ต้นปีหน้า” เทียบชานชาลาแน่นอน.
