เปลว สีเงิน หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ 23 เมษายน 2552 – 00:00
เวบไซต์ http://www.thaipost.net/news/230409/3587
ก็แปลกดี เผาบ้าน-แยกเมือง เสร็จแล้วแทนที่จะตกเป็นผู้ต้องหาก่อจลาจล
ทำลายความมั่นคง-ล้มล้างสถาบันหลักของชาติ แต่ ส.ส.แกนนำก่อจลาจล “นายจตุพร
พรหมพันธุ์” และคณะพรรคเพื่อไทย กลับใช้วาทกรรมพลิกตัวเองขึ้นเป็นผู้เสียหาย
กล่าวหารัฐบาล และทหารว่าฆ่าพวกเขาตาย-เจ็บเป็นร้อยๆ แล้วแอบลำเลียงศพไปเผาที่โน่น-ที่นี่
พูดง่ายๆ คือ เจ้าหน้าที่ผู้รักษาบ้านเมืองแทนที่จะเป็นโจทก์ กลับกลายเป็นจำเลย
ส่วนผู้ก่อจลาจลในบ้านเมือง แทนที่จะเป็นจำเลย กลับกลายเป็นโจทก์ แล้วอย่างนี้ไม่แปลกหรือ?
แต่ถ้าใครเข้าใจยุคสมัยแล้วจะไม่แปลก ก็อย่างที่บอกนั่นแหละ ยุคนี้เป็นยุค
“สื่อสารครองโลก” ใครยึดสื่อได้ก่อน ก็เป็นผู้ครองโลกได้ก่อน คนที่เข้าใจตรงนี้ดีที่สุดคือ
“ทักษิณ ชินวัตร” เพราะฉะนั้น เขาและบริวารจึงสามารถพลิกแพลงความเป็นโจทก์
หรือความเป็นตัวนำได้ก่อนเสมอ
เขาทำอย่างไร..?
ก็ด้วยการอาศัย “ไมค์สื่อ” ที่จ่อปากเป็นเครื่องมือ พลิกลิ้น ปลิ้นปล้อน หน้าด้าน
พลิกดำเป็นขาว-พลิกขาวเป็นดำ ให้กลายเป็นข่าวกรอกหู-กรอกตาประชาสาธารณชนผ่านจอ
เรียกว่า “ชิงพื้นที่ข่าว” ก่อนได้เปรียบ อะไรประมาณนั้น
พวกหนังหนา-หน้าด้าน ไร้ซึ่งหิริ โอตตัปปะเช่นนี้ คนบุราณท่านจัดอยู่ในประเภท
“คนระยำ ใส่ครกตำ สักพันปี ก็บ่มี ซึ่งยางอาย”!
สื่อประเภทถือไมค์ ผมสังเกตว่าถูกใช้เป็นเครื่องมือง่ายมาก และมากต่อมาก
ถ้าวัดระดับความเฉลียวดฉลาดในด้านสื่อแล้ว ผมว่านายจตุพร พรหมพันธุ์
ฉลาดเหนือชั้นกว่านักข่าว และหัวหน้าข่าวโทรทัศน์หลายๆ ช่อง
เพราะหลังจากหนีไปตั้งหลักอยู่วัน-สองวัน พอโผล่หน้าก็มีสื่อเป็นม้าใช้ รุมกันเอาไมค์จ่อปาก
แล้วจตุพรก็ลากไป ว่าฝ่ายรัฐบาล
ให้ทหารลากปืนมาฆ่าประชาชนเสื้อแดงตายเป็นเบือบ้าง ทหารขนเอาศพไปแอบเผาทิ้งบ้าง
พวกเสื้อแดงทำถูกทั้งหมด ฝ่ายรัฐบาล-ทหารทำผิดทั้งหมดที่มาปราบปรามประชาชน
ซ้ำไม่กระดากปากปลิ้นปล้อนไปซึ่งๆ หน้าว่า พวกเขา-พวกเสื้อแดงไม่ใช่เป็นคนยิงใส่มัสยิด
มีคนสวมรอยป้ายความผิดไปให้พวกเขา
เที่ยงๆ บ่ายๆ ค่ำๆ คำสามานย์เหล่านั้นก็ได้ออกเป็นข่าวตามแผน “กบฏแผ่นดิน”
ที่หลอกใช้สื่อโทรทัศน์กระจายข่าวสารจาก “คณะก่อการทักษิณ” สู่ประชาชน ทั้งใกล้ปืนเที่ยง
และไกลปืนเที่ยง เรียกว่าตั้งประเด็นเป็นโจทก์ไว้ก่อน-ได้เปรียบ
แล้วฝ่ายทหาร-ฝ่ายรัฐบาลก็เป็นฝ่ายคลานตามมาแก้ (ตัว) ซึ่งเสียเปรียบในเชิงจิตวิทยามวลชน
เมื่อพลิกลิ้นได้เปรียบเชิงกลทางข่าวสารที่ ถึงเร็ว-ถึงไว และถึงก่อน ไปแล้ว
ก็คิดเค้นประเด็นใหม่เป็นเหยื่อล่อให้สื่อไล่งับใหม่ไปเรื่อยๆ ในภาษาสื่อเขาบอกว่า
“ประเด็นไม่ด้าน” ถ้าไม่มีประเด็นใหม่มาหลอก สื่อก็จะไม่เอาไมค์มาจ่อปาก หรือจ่อปาก
คนข้างในก็จะไม่ตัดต่อออกหน้าจอสู่ประชาชน
จตุพรศิษย์เอกทักษิณเขาเก่ง ปล่อยข่าวเท็จจนฮิตติดชาร์ตไปแล้ว ๒ ประเด็น
ทั้งเรื่องเสื้อแดงถูกทหารยิงตายเอาศพไปแอบเผา
กับเรื่องทหารเอาปืนจริง-กระสุนจริงมายิงเสื้อแดง ก็เปิดประเด็นใหม่ตามแผน
“ใช้สื่อเป็นสากกะเบือ” ไล่ทุบตีฝ่ายตรงข้าม
รถแก๊สปิดถนน ขู่บึ้มมมมม ทลายกรุง ตั้ง ๒-๓ คันทั้งย่านดินแดงและราชปรารภ
อันเป็นหลักฐานประจานความชั่วร้ายขบวนการทักษิณ นั้น มันตวัดลิ้นไปว่า
หาใช่เกิดจากการกระทำของพวกเขาไม่
หากแต่มีคนอีกฝ่ายจงใจ “จัดฉาก” ให้ฝ่ายเขาเป็นโจร….ดูมันพูดเข้า!?
แม้กระทั่งจลาจลนางเลิ้ง เสื้อแดงคลั่งยิงชาวบ้านตายไป ๒ ศพ มันยังกล้าพูด
หาใช่ฝีมือพวกมันไม่ หากแต่มีใครอีกฝ่ายสวมรอย แล้วป้ายความผิดให้กบฏแผ่นดิน
พรุ่งนี้ไม่รู้เขาจะคิดสรรปั้นประเด็นอะไรมาหลอกใช้สื่อ และลากรัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ
ให้ตกเป็นจำเลยตามไปแก้ข้อกล่าวหาอีก ก็ช่วยไม่ได้ครับ ในตำราบอกว่า
“การศึกย่อมไม่หน่ายเล่ห์” ฉะนั้น เมื่อไม่คำนึงถึงคุณธรรม มโนธรรม
และความงามสง่าในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
นายจตุพรและ ส.ส.เพื่อไทย เขาก็มีสิทธิ์ทำทุกอย่างเพื่อให้ฝ่ายตัวเองได้เปรียบ
และได้มวลชน เช่นเดียวกัน ฝ่ายรัฐบาล-ทหาร-ตำรวจ ซึ่งเป็นฝ่ายรักษากฎหมาย
รักษาบ้านเมือง และบริหารราชการงานเมือง เรียกว่าได้เปรียบทั้งทางเงื่อนไข
และทางกลไกรัฐ แต่ในเมื่อไม่สามารถใช้สิ่งที่เหนือกว่าชิงความได้เปรียบ
แม้กระทั่งสื่อโทรทัศน์ก็เป็นของรัฐ
แล้วจะให้ไปโขกสับ-ด่าทอนายจตุพร หรือนายตะแบงปากพูด-ตะแคงตูดถ่ายคนไหน
ก็ไม่รู้จะทำไปเพื่ออะไรกัน ในชนชั้นไร้เสียแล้วซึ่งสำนึกแห่งชาติ และมโนธรรมแห่งวิญญูชน
คนในอาชีพสื่อ-ถือไมค์ทุกวันนี้ ก็น่าเห็นใจ
หน้าที่ของเขาคือซับข่าวสารกลับเข้าไปข้างในให้ได้มากที่สุด
และทุกอย่างขึ้นกับวินิจฉัยบุคลากรภายในว่าอะไรควรนำใส่จอ แต่คนดูภายนอกไม่ค่อยเข้าใจ
ดี-ร้าย ก็เหมาลงไปที่คนถือไมค์ และคนแบกกล้องจ้องถ่ายหมด
ซึ่งผมก็เห็นใจ และเข้าใจในข้อจำกัด “นักรบถือไมค์” ทั้งหลาย
ในภาวะสถานการณ์เป็นตาย ประดาบกับ “ตัวข่าว” ทีไร
กลายเป็นเครื่องมือให้เขาไปโดยปริยายทุกที เหตุผลง่ายๆ ก็คือว่า มีหน้าที่จ่อไมค์
แต่ไม่รู้จะตั้งประเด็นจี้ซักถามอะไร เนื่องจากเหตุไม่มีภูมิในตัว
หรือไม่เคยทำการบ้านในเรื่องราวข่าวสารนั้นๆ มาก่อน จึงไม่มีฐานข้อมูลเป็นตัวรับและตัวรุก
คือการตั้งประเด็นซักไซ้ และถามแย้งกลับไปในการสัมภาษณ์
ไมค์เลยถูกใช้เป็นสากกะเบือ ให้เขาพูดลากไปตามประเด็นที่เขาตั้งใจจะใส่ร้ายป้ายสีใคร
หรือตามที่ตั้งใจจะพลิกแพลงตะแบงข่าวจากขาวเป็นดำสู่สังคม!
เห็นมีคำถามยอดฮิตติดปากสื่อที่ได้ยินประจำทางหน้าจออยู่ประโยคเดียวซ้ำๆ ซากๆ
คือ…ท่านครับ..ท่านคะ..เรื่องนี้ท่านว่าไงครับ หรือไม่ก็..เรื่องนี้ไปถึงไหนแล้วคะ?
นักการเมือง หรือนักกวนเมืองได้ยินแล้วก็หัวเราะในใจ จับไต๋ได้ว่าคนถามมีแต่ขี้คาไส้
นอกนั้นกลวงโบ๋ จึงให้ข่าวในลักษณะ “หลอกใช้สื่อ” เป็นเครื่องมือสู่เป้าหมายของเขา
เนี่ยะ..ตั้งแต่ ๑๔ เมษา ฝ่ายกบฏทักษิณ “ออกแผน”
เป็นแคมเปญช่วงชิงมวลชนทางการตลาด โดยชูประเด็น ทหารใช้กระสุนจริงยิงเสื้อแดง
ทหารฆ่าเสื้อแดงเอาศพไปเผา รัฐบาลใช้ ๒ มาตรฐานในการจับกุม และต่างๆ นานา
สุดแต่ความหนาจะเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมาสาดสี ซึ่งนอกจากเป็นการโต้กลับแล้ว
ยังเป็นการกลบเกลื่อนความชั่วร้ายฝ่ายตัวเองที่ปล้นบ้าน-เผาเมืองอีกด้วย!
กบฏทักษิณ นายจตุพรและคณะพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นพูดถึงบ้างเลยว่า นับแต่วันที่ ๘
เมษายน ๒๕๕๒ ที่ทักษิณวิดีโอลิงค์มาถึงมวลชนเสื้อแดงอันรายล้อมทำเนียบรัฐบาล
และบ้านประธานองคมนตรีแน่นหนา ด้วยคำปลุกเร้าประโยคหนึ่งว่า
“เมื่อข้าอยู่ไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าใคร หน้าไหนจะอยู่ด้วยความสงบ”
แล้วบรรดาสาวกเสื้อแดงก็ฮึกเหิม ฮือก่อการจลาจลเมืองตามคำทักษิณสั่ง ปิดถนนเฉพาะที่
และดาวกระจายตามปกติ ก็ไม่ว่ากัน แต่การไล่ปิด-ไล่ยึดทั้งกรุงเทพฯ จนเป็นเมืองร้าง
-ยึดรถเมล์มาเผา
-ไล่ทุบ ตามล่า ไล่ฆ่านายกฯ และคณะ
-บุกโรงแรมรอยัลคลิฟบีช พังการประชุมอาเซียนซัมมิต
-ปิดดินแดง ใช้รถแก๊สหวังระเบิดกรุง ปาระเบิดเพลิงทำร้ายทหาร
-กราดอาวุธสงครามใส่ศาลรัฐธรรมนูญ หวังฆ่าคณะตุลาการ
-ก่อจลาจล สุมไฟ แล้วไล่ยิงชาวบ้านนางเลิ้ง ๒ ศพ
-ย่ำยีศาสนสถานพี่น้องชาวมุสลิมย่านถนนเพชรบุรี
ยังไม่นับที่จ้วงจาบหยาบช้าต่อสถาบันเบื้องสูง และปลุกเร้า-ปลุกระดม
ให้กองกำลังเสื้อแดงลุกฮือยึดศาลาจังหวัดในแต่ละจังหวัด อันเข้าข่ายกบฏแยกบ้าน-แยกแผ่นดิน
นี่..ย่อๆ แค่นี้ นายจตุพร และคณะ ส.ส.เพื่อไทย ในเมื่อเรียกร้องความเป็นธรรม
เรียกร้องความถูกต้อง เรียกร้องมาตรฐานในปฏิบัติการของตำรวจ-ทหาร และรัฐบาล
แล้วทำไม่เห็นหยิบยกประเด็นเหล่านี้ขึ้นมาถามบ้างล่ะว่า
“หมาหรือคนตัวไหนมันทำระยำต่อเมือง”?
มันถูกต้องหรือไม่ มันเกินเลยกว่าการชุมนุมตามกรอบรัฐธรรมนูญหรือไม่
มันเป็นการก่อจลาจลปล้นยึดประเทศหรือไม่ และเข้าข่ายอาชญากรก่ออาชญากรรมหรือไม่?
มากล่าวหาทหารทำรุนแรง เอากระสุนจริงมายิงล้อรถเมล์ทะลุ ซึ่งมันปลายเหตุ
ในเมื่อต้นเหตุก่อจลาจลเผาเมือง-ฆ่าชาวบ้านดังที่กล่าวมา
ถ้าทหาร-ตำรวจจะยิงให้ตายโหง-ตายห่าไปบ้าง ผมว่าไม่มีใครพุทโธ
หรือติดใจสงสัยอะไรด้วยซ้ำ มีแต่ตอนนี้ทั้งชาวบ้าน และชาวโลกด้วยซ้ำที่กังขา
รัฐบาล ตำรวจ-ทหารประเทศไทย “ใจพุทธ” หรือว่า “ใจไม่ถึง”?
ทีทำหยาบช้า-ป่าเถื่อนกับบ้านกับเมือง กับพี่น้องประชาชนด้วยกัน-ทำได้
ครั้นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขาทำหน้าที่ระงับยับยั้ง ไม่ฆ่า-ไม่แกง กลับแว้งกัด
ตัดประเด็นมาเสแสร้งใส่ไคล้กล่าวหา…ทหารฆ่าประชาชน
ก็มันสมควรฆ่ามั้ยล่ะ….ถ้าเขาจะฆ่าจริงๆ น่ะ ไม่ปล่อยให้มายึดสภาฯ
เป็นกระดองเห่าอยู่อย่างนี้หรอก ยิ่งลูกอีช่างสังเกตอะไรนั่นน่ะ
ทหารไม่เอากาบกล้วยคลุกขี้แมวท้องเสียแล้วราดสีแดงไปแพ่นตรงกลางกบาล ให้มันร้องโฮๆ
ไปให้พ่อมันที่นิการากัวขัดหัวมันแผล็บให้ ก็นับว่าบุญแค่ไหนแล้ว?
แสดงเดชศักดา “ล่มประเทศ” ตัวเองบูชาเจ้านาย “กบฏทักษิณ” กันไปเถอะ
มันจบแล้วสำหรับทักษิณที่จะได้กลับมา “จูบแผ่นดิน” อย่างครั้งก่อน “บิน ลาดิน”
ที่โลกประณามเป็นผู้ก่อการร้ายโลกนั้น ชั่ว-ดี-ถี่-ห่าง บิน ลาดิน
ทำทุกอย่างเพื่อปกปัก-พิทักษ์รักษาสถาบันเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ประเพณีของเขา
บิน ลาดิน ไม่เคยทำลายประเทศชาติบ้านเมืองตัวเอง และพี่น้องร่วมชาติ
ร่วมเผ่าพันธุ์ตัวเองเลย!
แต่ทักษิณ ชินวัตร ล่ะ ทำลายทั้งประเทศชาติตัวเอง
ทำลายทั้งสถาบันหลักของชาติตัวเอง ทำลายทั้งพี่น้องร่วมชาติ-ร่วมเผ่าพันธุ์ตัวเอง
เพื่อปกปักรักษาสมบัติตัวเอง อำนาจตัวเอง และตระกูลตัวเอง
ในขณะที่มันให้ลูก-เมียบินหนีออกจากประเทศไทยไป “ลอยชาย-ช็อปปิ้ง” อยู่ต่างประเทศ
แล้วมันก็หลอกให้ชาวบ้านสวมเสื้อแดงก่อการกบฏบ้าน-กบฏเมือง…เพื่อมัน อย่างนี้มันเลวกว่า
“ผู้ก่อการร้าย” แล้วจะยอมตาย-ขายชาติให้กับคนจัญไรเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?
