• Home
  • Facebook
  • กระแสข่าว
  • ติดต่อ – โฆษณา
  • ภาพกิจกรรม
  • ลิงค์ เว็ป อื่น ๆ
  • วีดีโอ LA Concert
  • ASTV ทีวีของประชาชน

การอนุมัติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

บทความน่าสนใจ Add comments

การอนุมัติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก:

การกระทำผิดอย่างน่าละอายที่คณะกรรมการมรดกโลกต้องแก้ไข

โดย

ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร

และประชาชนชาวไทยผู้พิทักษ์แผ่นดินไทย

คำนำ

เอกสารนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ให้รัฐภาคีต่างๆ ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) ได้ทราบถึงข้อเท็จจริงเบื้องหลังการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร (เปรียะวิเฮียร์ ในภาษากัมพูชา) เป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชา โดยมีการดำเนินการของผู้ซึ่งเกี่ยวข้องที่ผิดปกติ ไม่โปร่งใส เอนเอียงเข้าข้างประเทศกัมพูชา และไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ  แนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก  (Operational Guidelines for the Implementation of World Heritage Convention) และระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee Rules of Procedure)  รวมทั้งเพื่อให้รัฐภาคีต่างๆ ได้เกิดความเข้าใจถึงสาเหตุและเหตุผลที่ประชาชนชาวไทยและรัฐบาลไทยต้องดำเนินการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา

ภายหลังจากคณะกรรมการมรดกโลกได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกในสมัยประชุมที่ 32 วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551   ความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น  ได้มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาหลายครั้งในพื้นที่พิพาทบริเวณใกล้ปราสาทพะวิหาร ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ  นอกจากนั้นยังทำให้เกิดความไม่พอใจและโกรธแค้นกันระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ  การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของประเทศกัมพูชาที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ที่มุ่งเน้นให้เกิดความร่วมมือและความเข้าใจอันดีในระดับชาติและระดับนานาชาติในการร่วมกันคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ

ผู้จัดทำเอกสารหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อรัฐภาคีต่างๆ ได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้แล้ว  จะได้ช่วยกันผลักดันให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก อาทิเช่น ICOMOS  ศูนย์มรดกโลก  คณะกรรมการมรดกโลก และยูเนสโก  ได้แก้ไขการกระทำผิดที่น่าละอายนี้  รวมทั้งป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำอีกกับทรัพย์สินที่จะถูกเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยรัฐภาคีใดๆ ในอนาคตอีก

ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร

และ

ประชาชนชาวไทยผู้พิทักษ์แผ่นดินไทย

14  กรกฎาคม  พ.ศ. 2553

1. ข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทพระวิหาร

ก่อนหน้าที่ฝรั่งเศสจะเข้ามาล่าอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ดินแดนทั้งหมดของประเทศกัมพูชาและประเทศลาวในปัจจุบันอยู่ภายใต้การปกครองของสยาม (ชื่อของประเทศไทยในขณะนั้น)  ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2410 (ค.ศ. 1867)  ฝรั่งเศสได้ใช้กำลังขู่บังคับจนสยามต้องทำสนธิสัญญายอมให้ฝรั่งเศสเป็นผู้อารักขากัมพูชา ยกเว้นเสียมเรียบ พระตะบอง และศรีโสภณ  หลังจากนั้นเมื่อ พ.ศ. 2436 (ค.ศ. 1893) เกิดกรณีพิพาทระหว่างสยามกับฝรั่งเศส  ฝรั่งเศสส่งเรือปืนเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยาของสยาม  และบังคับให้สยามยกดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส  ทำให้สยามต้องยอมทำสนธิสัญญายกลาวให้ฝรั่งเศส ในช่วงเวลานั้นฝรั่งเศสสามารถยึดครองดินแดนในกัมพูชา ลาว และเวียดนามได้โดยสมบูรณ์ และรวมดินแดนทั้งสามนี้จัดตั้งเป็น “อินโดจีนฝรั่งเศส”  ต่อมาฝรั่งเศสได้ฉวยโอกาสส่งกองกำลังทหารเข้าไปยึดจันทบุรีเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาดังกล่าว  ถึงแม้นสยามจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาโดยไม่บิดพลิ้ว แต่ฝรั่งเศสยังคงกำลังทหารไว้ที่จันทบุรีเป็นเวลาถึง 10 ปี     จนในที่สุดสยามต้องทำสนธิสัญญาในปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) ยกดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับการได้จันทบุรีคืนมา  แม้ฝรั่งเศสจะยอมถอนทหารออกจากจันทบุรี  แต่กลับนำกำลังทหารดังกล่าวเข้าไปยึดตราด เกาะกง และด่านซ้าย โดยอ้างว่าเพื่อเป็นหลักประกันว่าสยามจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาอีกเช่นเคย  ในปี พ.ศ. 2450 (ค.ศ. 1907)  สยามต้องยอมทำสนธิสัญญายกเสียมเรียบ พระตะบอง และศรีโสภณ  ให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับการได้ตราด เกาะกง และด่านซ้าย คืนมา   แต่ฝรั่งเศสก็ยังบิดพลิ้วไม่คืนเกาะกงให้จนกลายเป็นของกัมพูชาในปัจจุบัน

ปราสาทพระวิหาร (เปรียะวิเฮียร์ ในภาษากัมพูชา) ตั้งอยู่บนเขาพระวิหารซึ่งเป็นเขายอดหนึ่งในเทือกเขาพนมดงรัก  เทือกเขาพนมดงรักเป็นแนวพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเส้นเขตแดนเป็นไปตามแนวสันปันน้ำตามที่กำหนดไว้ในสนธิสัญญา พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904)  (สันปันน้ำคือแนวสูงสุดของเทือกเขา  เวลาฝนตก น้ำฝนจะแยกตัวไหลลงสู่พื้นที่ที่ต่ำกว่าทั้งสองด้าน เป็นการแบ่งเขตแดนโดยธรรมชาติตามหลักสากล อนึ่งสันปันน้ำเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาที่เป็นหินแกร่งและคงทนยืนยงอยู่ได้ตลอดไป) และสนธิสัญญาดังกล่าวยังกำหนดให้มีคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมระหว่างอินโดจีนกับสยาม  ต่อมาฝ่ายฝรั่งเศสในคณะกรรมการผสมดังกล่าวได้จัดทำแผนที่มาตราส่วน 1: 200,000 ซึ่งต่อไปเรียกว่า “แผนที่ภาคผนวก 1 (Annex I map)” เพื่อแสดงเส้นเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยาม โดยการร้องขอของฝ่ายไทยในคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสม    แต่มีข้อตกลงกันว่าจะได้มีการกำหนดเส้นเขตแดนขึ้นแน่นอน  เมื่อได้ให้สมาชิกคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมทั้งสองฝ่ายลงนามในแผนที่ที่แสดงเส้นเขตแดนนั้นแล้ว  แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมไม่เคยให้ความเห็นชอบและลงนามรับรองในแผนที่ภาคผนวก 1  เลย  นอกจากนี้ฝ่ายฝรั่งเศสยังดำเนินการเองแต่โดยลำพังในการพิมพ์แผนที่ดังกล่าวเผยแพร่  และแจกจ่ายแผนที่โดยมิได้ขอความเห็นหรือความเห็นชอบด้วยจากฝ่ายไทย  ยิ่งไปกว่านั้นแผนที่ดังกล่าวยังสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ถูกต้องตามภูมิประเทศของพื้นที่จริง   เส้นเขตแดนที่ลากในแผนที่ดังกล่าวได้หันเหเป็นอย่างมากจากเส้นสันปันน้ำจริงเนื่องจากข้อผิดพลาดที่เกิดจากการกำหนดที่ตั้งอย่างผิดๆ ของแม่น้ำโอตาเซม  ส่งผลให้เส้นเขตแดนที่แสดงผิดและออกไปนอกแนวเส้นสันปันน้ำจริง โดยทำให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในดินแดนกัมพูชา  ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการทำแผนที่ดังกล่าว  เป็นที่น่าเชื่อได้ว่าเป็นการจงใจทำของฝ่ายฝรั่งเศสเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตน

ในปี พ.ศ. 2496 (ค.ศ. 1953)  ประเทศกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส  ต่อมาจึงมีการเจรจาปัญหาเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา  และเกิดกรณีพิพาทโดยกัมพูชาอ้างว่าปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา  ประเทศกัมพูชาได้ยื่นฟ้องประเทศไทยต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ โดยศาลได้รับฟ้องในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2502  ตามคำแถลงสรุปสุดท้ายของกัมพูชาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2505  กัมพูชาได้ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยทั้งหมด 5 ข้อดังนี้  จากเดิมที่เคยขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเพียง 2 ข้อคือ ข้อ 3) และ 4)  เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2502

1)   พิพากษาชี้ขาดว่า  แผนที่ตอนเขาดงรัก (ภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของประเทศกัมพูชา) นั้นได้ถูกจัดทำและพิมพ์ขึ้นเผยแพร่ในนามของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมที่ตั้งขึ้นโดยสนธิสัญญาลงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1905 และว่าแผนที่นี้แสดงรายละเอียดตรงตามมติของคณะกรรมการดังกล่าว  โดยเหตุผลจากความจริงข้อนี้และด้วยความตกลงและการปฏิบัติต่อมาของภาคีในสัญญา  แผนที่นี้จึงมีลักษณะเป็นสนธิสัญญาอย่างหนึ่ง

2)   พิพากษาชี้ขาดว่า  เส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชากับไทยในเขตพิพาทกันในบริเวณปราสาทพระวิหารเป็นเส้นเขตแดนที่ลากไว้บนแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมระหว่างอินโดจีนกับสยาม (ภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของประเทศกัมพูชา)

3)   พิพากษาชี้ขาดว่า  ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนที่อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชา

4)   พิพากษาชี้ขาดว่า  ราชอาณาจักรไทยมีพันธะกรณีที่จะต้องถอนหน่วยทหารที่ได้ส่งไปตั้งประจำ ณ บริเวณสิ่งหักพังของปราสาทพระวิหารภายในดินแดนกัมพูชาตั้งแต่ ค.ศ. 1954

5)   พิพากษาชี้ขาดว่า  สิ่งปฏิมากรรม แผ่นศิลา ส่วนสลักหักพังของอนุสาวรีย์ รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณ  ซึ่งได้ถูกโยกย้ายไปจากปราสาทพระวิหารโดยเจ้าหน้าที่ไทยนับตั้งแต่ ค.ศ. 1954 นั้น  รัฐบาลไทยจะต้องส่งคืนให้แก่รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา

หลังจากการพิจารณาคดีถึง 73 ครั้งในระยะเวลา 2 ปี  8 เดือน  ในวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2505 ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศโดยผู้พิพากษาที่ร่วมการพิจารณาจำนวน 12 ท่าน ได้มีคำพิพากษาดังนี้

“ในประการสุดท้าย  เมื่อพิจารณาถึงคำแถลงสรุปที่คู่ความได้ยื่นต่อศาลเมื่อตอนจบกระบวนพิจารณาภาควาจา  ศาลมีความเห็นดังเหตุผลที่ได้บ่งไว้ในตอนต้นของคำพิพากษานี้ว่าคำแถลงสรุปข้อที่หนึ่งและข้อที่สองของกัมพูชาที่ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดในเรื่องสภาพทางกฎหมายของแผนที่ภาคผนวก 1 และในเรื่องเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท  จะรับฟังได้ก็แต่เพียงในฐานที่เป็นการแสดงเหตุผล และมิใช่เป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการขอคำพิพากษา ในทางตรงกันข้าม ศาลเห็นว่าประเทศไทยนั้นหลังจากที่ได้แถลงข้อเรียกร้องของตนเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือพระวิหารแล้ว ได้จำกัดการต่อสู้คดีตามคำแถลงสรุปของตนในตอนจบกระบวนพิจารณาภาควาจาอยู่แต่เพียงการโต้แย้งและปฏิเสธเพื่อลบล้างข้อต่อสู้ของคู่ความฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น  โดยปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลที่จะเลือกหาเหตุผลที่ศาลเห็นเหมาะสมซึ่งคำพิพากษาอาศัยเป็นมูลฐาน

ในการพิจารณาข้อเรียกร้องซึ่งได้เสนอต่อศาลโดยกัมพูชาและไทยตามลำดับเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเหนือพระวิหารอันเป็นข้อพิพาทระหว่างรัฐทั้งสอง  ศาลพิพากษามีความเห็นอันเป็นคุณแก่กัมพูชาตามคำแถลงสรุปข้อที่สาม นอกจากนั้นศาลยังพิพากษาเป็นคุณแก่กัมพูชาตามคำแถลงสรุปข้อที่สี่ เกี่ยวกับการถอนหน่วยทหารออกไปด้วย

ในส่วนที่เกี่ยวกับคำแถลงสรุปข้อที่ห้าของกัมพูชาเกี่ยวกับการคืนสิ่งของศาลพิจารณาเห็นว่าคำขอในข้อนี้มิได้เป็นการขยายข้อเรียกร้องเดิมของกัมพูชา (ซึ่งถ้ากรณีเป็นเช่นนั้นคำขอนี้จะรับฟังมิได้ตั้งแต่แรกเสนอแล้ว) หากแต่ปรากฏอยู่โดยปริยายและเป็นผลสืบเนื่องมาจากข้อเรียกร้องเกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยเช่นเดียวกับคำแถลงสรุปข้อที่สี่ ในอีกทางหนึ่งไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัดที่ได้ยื่นต่อศาลแสดงให้เห็นอย่างแน่นอนว่าวัตถุชนิดที่กล่าวไว้ในคำแถลงสรุปนี้ ประเทศไทยได้เคลื่อนย้ายไปจากปราสาทพระวิหารหรือบริเวณปราสาทนับแต่ประเทศไทยได้เข้าครอบครองเมื่อ ค.ศ. 1954 เป็นความจริงที่ประเทศไทยก็มิได้ปฏิเสธมากมายนักในข้อกล่าวหานี้ นอกจากจะอ้างว่าคำขอนี้รับฟังไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ดีในพฤติการณ์เช่นนี้ การมอบคืนสิ่งของจึงเป็นปัญหาที่ศาลจะวินิจฉัยได้แต่เพียงในหลักการให้เป็นไปตามคำขอของกัมพูชาโดยไม่กล่าวถึงวัตถุสิ่งใดโดยเจาะจง

ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้

ศาลโดยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

โดยเหตุนี้ จึงพิพากษา

โดยคะแนนเสียง 9 ต่อ 3 ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา

โดยคะแนนเสียง 7 ต่อ 5 ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อห้าของกัมพูชาซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายออกจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร นับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหารเมื่อ ค.ศ. 1954”

เนื่องจากคำแถลงสรุปข้อที่หนึ่งและสองของกัมพูชา ศาลไม่ได้พิพากษาให้ตามคำขอ โดยศาลให้เหตุผลว่าคำขอทั้งสองข้อนี้เป็นเพียงเหตุผลที่จะนำไปสู่การพิจารณาสนับสนุนคำแถลงสรุปข้อที่เหลือ  ดังนั้นในทางกฎหมายจึงต้องถือว่าศาลไม่ได้พิพากษารับรองแผนที่ภาคผนวก 1 ต่อท้ายคำฟ้องของประเทศกัมพูชาว่าถูกต้องหรือมีสถานะทางกฎหมายอย่างใด  ทั้งไม่ได้พิพากษาให้ใช้เส้นเขตแดนที่ปรากฏบนแผนที่ดังกล่าว  ดังนั้นไทยและกัมพูชาจะต้องเจรจาเพื่อตกลงเขตแดนระหว่างกัน

นอกจากนี้สำหรับแผนที่ภาคผนวก 1 และเส้นสันปันน้ำจริง   มีผู้พิพากษา 4 ท่านได้ให้ความเห็นไว้ดังนี้

ผู้พิพากษา เซอร์ เจรัลด์ ฟิทซ์มอริส (Sir Gerald Fitzmaurice) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเสียงข้างมาก ได้ให้ความเห็นต่างหากตอนท้ายไว้ดังนี้ “ข้าพเจ้าก็ใคร่จะกล่าวด้วยว่า  พยานผู้เชี่ยวชาญในปัญหาเรื่องนี้ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษรและด้วยวาจาได้ทำให้ข้าพเจ้าเชื่อเห็นจริงว่า  เส้นสันปันน้ำเป็น (และได้เป็นเช่นนี้ในระยะระหว่าง ค.ศ. 1904-1908) ดังที่ฝ่ายไทยได้อ้าง”

ผู้พิพากษา ลูซิโอ เอ็ม. มอเรโน กินตานา (Lucio M. Moreno Quintana) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย ได้ให้ความเห็นแย้งตอนท้ายไว้ดังนี้  “เท่าที่กล่าวมาข้างต้นนี้ ทำให้ลงข้อยุติได้ดังต่อไปนี้

(1)  ปัญหาสารัตถะสำคัญที่ศาลจะต้องตัดสินเพราะไม่มีฝ่ายใดสามารถพิสูจน์ได้โดยเด็ดขาดถึงการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเหนือบริเวณปราสาทได้แก่การตีความข้อ 1 ของสนธิสัญญาฉบับวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1904 ระหว่างประเทศฝรั่งเศสกับประเทศไทย

(2)  การตีความนี้เป็นผลมาจากการพิจารณากำหนดสันปันน้ำระหว่างสองลุ่มน้ำ  ซึ่งได้ระบุไว้ว่าให้เป็นเขตแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทยในอาณาบริเวณดงรัก

(3)  หลักฐานทางวิชาการที่ประเทศไทยได้เสนอมา  และซึ่งการซักค้านโดยกัมพูชาได้มีส่วนช่วยอย่างมากนั้น  เป็นพยานหลักฐานที่แม่ยำและเป็นที่ยุติได้อย่างมากมายในการพิสูจน์ว่าสันปันน้ำเดินไปตามขอบของชะโงกผาซึ่งพระวิหารตั้งอยู่

(4)     ผลอันนี้วินิจฉัยคดีไปในทางว่า  ส่วนของอาณาเขตซึ่งปราสาทตั้งอยู่นั้นอยู่ในอาณาเขตไทย”

ผู้พิพากษา เวลลิงตัน คู (Wellington Koo) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย ได้ให้ความเห็นแย้งบางตอนไว้ดังนี้  “จากการตรวจพิจารณาข้อข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ดังกล่าวข้างต้นและการพิจารณาถึงกฎหมายที่อาจใช้บังคับแก่คดีนี้  ข้าพเจ้าขอสรุปความเห็นเป็น 2 ดังนี้

(1)     กัมพูชาไม่ได้พิสูจน์ลักษณะผูกพันของแผนที่ภาคผนวก 1 ตามที่อ้างได้  และ

(2)  ข้อต่อสู้ของกัมพูชาที่ว่าการนิ่งเฉยของประเทศไทยเป็นการยอมรับโดยปริยาย  ซึ่งเส้นเขตแดนตามที่หมายไว้บนแผนที่ภาคผนวก 1  ฟังไม่ได้ในข้อเท็จจริงและไม่มีข้อสนับสนุนในทางกฎหมาย”

ผู้พิพากษา เซอร์ เพอร์ซี่ สเปนเดอร์ (Sir Percy Spender) ซึ่งเป็นผู้พิพากษาเสียงข้างน้อย ได้ให้ความเห็นแย้งบางตอนไว้ดังนี้  “ในประการสุดท้าย  เมื่อได้คำนึงถึงหลักฐานทางเทคนิคที่ได้ยื่นต่อศาล  ทั้งโดยกัมพูชาและไทย  ข้าพเจ้าไม่มีข้อสงสัยเลยว่าเส้นสันปันน้ำในปัจจุบัน  และใน ค.ศ. 1904 จะต้องผ่านไปตามขอบใต้ของเขาพระวิหาร  ดังนั้นจึงต้องกำหนดให้ปราสาทพระวิหารอยู่ทางด้านไทยของเส้นเขตแดน”  และได้ให้ความเห็นแย้งในตอนท้ายไว้ดังนี้

“ข้าพเจ้าเสียใจอย่างเหลือล้นที่เห็นเป็นการจำเป็นต้องแสดงทัศนะของข้าพเจ้าอย่างยืดยาวเช่นนี้  คดีนี้ถึงแม้จะมีความสำคัญแก่รัฐทั้งสองที่เกี่ยวข้องโดยตรง  แต่อย่างไรก็ดี  ยังมีความสำคัญซึ่งแผ่ขยายเกินขอบเขตของการฟ้องร้องนี้ออกไปด้วย

คณะกรรมการผสมจะปักปันเขตแดนเขาดงรักหรือไม่ปักปันก็ตาม  ตามความเห็นของข้าพเจ้าแล้ว  ความจริงจะต้องเป็นว่าเส้นเขตแดนปัจจุบันบนทิวเขานี้คือเส้นสันปันน้ำ

อย่างไรก็ดี  ศาลได้ถือเอาเส้นเขตแดนซึ่งมิใช่เส้นสันปันน้ำอันเป็นเส้นอีกเส้นหนึ่งซึ่งอยู่ในบริเวณที่สำคัญของปราสาทพระวิหารที่แตกต่างไปจากเส้นสันปันน้ำอย่างสิ้นเชิง

ความเห็นนี้อ้างเห็นผลสนับสนุนด้วยการใช้หลักความคิดในเรื่องการยอมรับนับถือและการให้ความยินยอมโดยนิ่งเฉย

ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้งต่อศาล  ข้าพเจ้าจำใจที่จะกล่าวว่า  ตามการวินิจฉัยของข้าพเจ้า  ในฐานที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการใช้หลักความคิดเหล่านี้อย่างผิดๆ  และขยายขอบเขตหลักความคิดเหล่านี้ออกไปอย่างยอมรับไม่ได้  ดินแดนซึ่งอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นเป็นของประเทศไทยทั้งโดยสนธิสัญญาและโดยองค์กรซึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นตามสนธิสัญญาเพื่อพิจารณากำหนดเส้นเขตแดนนั้น  ในบัดนี้ได้กลับกลายไปเป็นของกัมพูชา”

คณะรัฐมนตรีของไทยซึ่งมีจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์ เป็นนายรัฐมนตรีในขณะนั้น  มีมติในวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 เห็นชอบตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในคดีปราสาทพระวิหาร  คำปราศรัยของจอมพล สฤษดิ์  ธนะรัชต์ แก่ประชาชนชาวไทยทางวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 มีข้อความในคำปราศรัยดังกล่าวตอนหนึ่งว่า “แม้ว่ากัมพูชาจะได้ปราสาทพระวิหารนี้ไป  ก็คงได้ไปแต่ซากสลักหักพังและแผ่นดินเฉพาะที่รองรับพระวิหารนี้เท่านั้น”   และในวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 คณะรัฐมนตรีของไทยมีมติกำหนดบริเวณปราสาทพระวิหารเพื่อกัมพูชาจักได้มีอำนาจอธิปไตยต่อปราสาทพระวิหารตามคำพิพากษา  โดยกำหนดเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าครอบปราสาทพระวิหาร  มีแนวเขตจากปีกขวาของตัวปราสาทพระวิหารตั้งแต่ช่องบันใดหัก (ช่องบันไดหักอยู่ในบริเวณปราสาทพระวิหาร) ลากเส้นตรงผ่านชิดบันไดนาคตรงไปจนถึงตัวปราสาทพระวิหาร แล้วลากเส้นตรงขนานกับตัวปราสาทพระวิหารไปสุดที่หน้าผาชันด้านหลังปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นเนื้อที่บริเวณปราสาทพระวิหารประมาณ 0.25 ตารางกิโลเมตร  พร้อมทั้งจัดทำป้ายแสดงเขตบริเวณปราสาทพระวิหาร และทำรั้วลวดหนามกั้น

ต่อมานายถนัด  คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะนั้น  ได้ส่งหนังสือลงวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 ถึงนายอู ถั่น รักษาการเลขาธิการสหประชาชาติ มีใจความที่สำคัญแจ้งว่า รัฐบาลไทยเห็นว่าคำพิพากษาขัดต่อข้อกำหนดอันชัดแจ้งของบทที่เกี่ยวเนื่องของสนธิสัญญา ค.ศ. 1904 และ ค.ศ. 1907 และขัดต่อหลักกฎหมาย และความยุติธรรม  แต่อย่างไรก็ดีประเทศไทยในฐานะที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติ  จะปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีอยู่ตามคำพิพากษาดังกล่าว แต่รัฐบาลไทยขอตั้งข้อสงวนเกี่ยวกับสิทธิใดๆ ที่ประเทศไทยมีหรืออาจมีในอนาคตเพื่อเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา  โดยอาศัยกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่หรือที่จะพึงนำมาใช้ในภายหลัง และตั้งข้อประท้วงต่อคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา

รูปที่ 1: เส้นเขตแดนบริเวณเขาพระวิหาร

2. การกระทำผิดของผู้ที่เกี่ยวข้องในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา

ประเทศกัมพูชาได้ยื่นเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกเพื่อขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2548  ประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้มีการหารือกันในเรื่องดังกล่าวหลายครั้ง  โดยประเทศไทยได้แสดงข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับเขตแดนในบริเวณเขาพระวิหาร และเสนอให้จดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกร่วมกันในลักษณะข้ามพรมแดน (Transboundary nomination) แต่ประเทศกัมพูชายังคงดำเนินการที่จะขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกแต่ฝ่ายเดียว  ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ณ เมืองไครสเชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ได้มีมติรับรองว่าปราสาทพระวิหารมีคุณค่าสากลที่โดดเด่น (Outstanding Universal Value)  ตามเกณฑ์มรดกโลก และเห็นชอบในหลักการว่าปราสาทพระวิหารควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก หลังจากนั้นประเทศไทยและประเทศกัมพูชาได้มีการหารือกันในเรื่องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกหลายครั้ง แต่ยังคงมีประเด็นเขตแดนในบริเวณเขาพระวิหารที่ไม่สามารถตกลงกันได้  ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2551  กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ยื่นหนังสือช่วยจำเพื่อประท้วงต่อประเทศกัมพูชาที่ละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย อันเนื่องจากมีชุมชนกัมพูชาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่บริเวณบนเขาพระวิหารซึ่งเป็นดินแดนของประเทศไทยและใกล้กับปราสาทพระวิหาร รวมทั้งขอให้กัมพูชาถอนกำลังทหารและตำรวจที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว  แต่ประเทศกัมพูชาปฏิเสธคำประท้วงของไทย โดยยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของกัมพูชา จากนั้นในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551  นายนพดล  ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยในขณะนั้นได้หารือกับนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่สำนักงานใหญ่ยูเนสโก กรุงปารีส  โดยได้ข้อสรุปว่ากัมพูชาตกลงจะขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร และจะเสนอแผนผังแสดงพื้นที่ใหม่ให้ไทยพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนที่จะยื่นต่อคณะกรรมการมรดกโลก  ต่อมาในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2551  กัมพูชาได้เสนอร่างแผนผังแสดงพื้นที่ใหม่ให้ไทยพิจารณา  และในวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 คณะรัฐมนตรีไทยมีมติเห็นชอบร่างคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Communiqué) เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก รวมทั้งแผนผังแสดงพื้นที่ใหม่ดังกล่าว  จากนั้นในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ได้มีการลงนามรับรองคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาดังกล่าว

ต่อมาได้มีประชาชนไทยจำนวนหนึ่งได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและคณะรัฐมนตรีไทยต่อศาลปกครองกลางของไทยว่าการลงนามรับรองคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาดังกล่าวมีเจตนาไม่สุจริตและไม่คำนึงถึงความเสียหายด้านอาณาเขตดินแดนและอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย ในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ศาลปกครองกลางของไทยได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยและคณะรัฐมนตรีไทย ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา  และการดำเนินการตามมติดังกล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น  แต่ในวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ณ เมืองควิเบก ประเทศแคนนาดา ได้มีมติให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเป็นมรดก ทั้งๆ ที่กัมพูชายังไม่มีการกำหนดเขตกันชนที่แน่ชัด โดยละเลยและไม่คำนึงถึงความขัดแย้งเกี่ยวกับเขตแดนบริเวณรอบๆ ประสาทพระวิหารที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา  หลังจากนั้นไม่กี่วัน  ทหารทั้งสองประเทศได้เคลื่อนกำลังมาใกล้พื้นที่ปราสาทพระวิหาร  และปราสาทพระวิหารได้ถูกปิดสำหรับนักท่องเที่ยว  ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2551 ทั้งสองฝ่ายได้มีความพยายามเพื่อเจรจา  แต่ไม่มีความก้าวหน้าที่สำคัญ  ในช่วงเดือนตุลาคม 2551 และเดือนเมษายน 2552 มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาในบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร  มีทหารทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต  เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการยืนยันให้เห็นถึงความขัดแย้งในพื้นที่พิพาทบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหารที่มีอยู่ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา  และยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อมีการอนุมัติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยคณะกรรมการมรดกโลก

ในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญไทยได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชาฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ  ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย  ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 190 วรรคสอง   และในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ศาลปกครองกลางได้มีคำตัดสินให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา  และให้คงคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่มีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551  ให้มีผลต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ยิ่งไปกว่านั้นในวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทยได้มีมติว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และนายนายนพดล  ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย  กระทำผิดปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีร่วมกันดำเนินการให้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เพื่อการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา   โดยมีการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการเลือกตั้งของประเทศกัมพูชาที่จัดให้มีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551  ซึ่งใช้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นประเด็นหนึ่งในการหาเสียง  อันเป็นการนำผลประโยชน์ของประเทศไทยมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมืองประเทศกัมพูชา

สำหรับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชานั้น มีการดำเนินการในเรื่องนี้ที่ผิดปกติ ไม่โปร่งใส เอนเอียงเข้าข้างกัมพูชา และไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ (Convention concerning the Protection of the World Cultural and Natural Heritage) แนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก  (Operational Guidelines for the Implementation of World Heritage Convention) และระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee Rules of Procedure) โดยมีรายละเอียดตั้งแต่การประเมินปราสาทพระวิหารเพื่อการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาโดย ICOMOS (the International Council on Monuments and Sites) จนถึงหลังมีการมติอนุมัติการขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาโดยคณะกรรมการมรดกโลก  พอสรุปได้ดังนี้

2.1 การประเมินปราสาทพระวิหารเพื่อการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกของกัมพูชาโดย ICOMOS

หลังได้ยื่นเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกเพื่อขอจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2548  กัมพูชาได้ส่งเอกสารเพื่อขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกสำหรับปราสาทพระวิหารให้ศูนย์มรดกโลกใหม่อีกครั้งตามคำขอของศูนย์มรดกโลกที่มีข้อสังเกตเกี่ยวกับแผนที่เขตกันชนซึ่งกำหนดพื้นที่ครอบคลุมทั้งของประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ในเดือน มกราคม พ.ศ. 2549  เมื่อเรื่องได้ส่งต่อมาถึง   ICOMOS  จึงได้มีการพิจารณาหาผู้ที่เหมาะสมที่จะมาประเมินโดยได้มีการเชิญ ICOMOS ประเทศไทย ตั้งแต่ มิถุนายน พ.ศ. 2549 ให้เสนอชื่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินปราสาทพระวิหารในนาม ICOMOS  แต่ยังไม่มีการส่งเอกสารรายละเอียดมาให้ ICOMOS ประเทศไทย และในที่สุดก็ได้ขาดการติดต่อจาก ICOMOS  ไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ  ต่อมา Nomination File No. 1224 ในชื่อว่า “The Sacred Site of the Temple of Preah Vihear” ได้ผ่านการประเมินโดย ICOMOS ตามเอกสาร WHC-07/31.COM/INF.8B.1 ทำให้ได้รับการบรรจุเข้าวาระการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ณ เมืองไครสท์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2550 โดยข้อมูลที่ทางกัมพูชานำเสนอได้แสดงให้เห็นว่าองค์ประกอบทั้งหมดของปราสาทพระวิหารนั้นพื้นที่ที่เป็นส่วนของการบริหารจัดการเพื่อรักษาคุณค่าของแหล่งตั้งอยู่ในเขตของกัมพูชาเท่านั้น ไม่ยอมรับข้อเท็จจริงในเรื่องพื้นที่พิพาทกับประเทศไทยในบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหาร และสร้างข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับโบราณสถานขึ้นมาเพื่อเอื้อประโยชน์ในการนี้  โดยได้ผ่านการประเมินของ ICOMOS  ไปอย่างน่าสงสัย  อย่างไรก็ตามในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 31 ได้มีมติ 31 COM 8B.24 ให้เลื่อนการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปราสาทพระวิหารไปในการประชุมสมัยที่ 32 ในปี 2551 เนื่องจากแผนผังกำหนดพื้นที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของปราสาทพระวิหารมีพื้นที่บางส่วนอยู่ในบริเวณพื้นที่พิพาทระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา

ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2551 ทางกัมพูชาได้เชิญให้ผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมกับผู้เชี่ยวชาญนานาชาติในการจัดทำแผนบริหารจัดการโดยมอบให้ทำแผนในเขตกันชนในประเทศไทย  ผู้แทนฝ่ายไทยได้กล่าวย้ำในที่ประชุมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีการตกลงกันในเรื่องเขตแดนก่อน  และเสนอทางออกว่าควรเสนอเป็นมรดกโลกร่วมกันระหว่างกัมพูชากับไทย แต่ก็ไม่เป็นที่รับฟังของที่ประชุมรวมทั้งไม่ได้บันทึกความเห็นนี้ในรายงานความก้าวหน้า นอกจากนั้นยังประกาศว่าการแก้ไขข้อมูลใดๆ หลังจากที่ ICOMOS  ประเมินแล้วไม่สามารถทำได้นอกจากจะถอนเรื่องออกมาก่อน เหตุการณ์นี้ทำให้ฝ่ายไทยต้องประกาศถอนตัวไม่ร่วมทำงานร่วมด้วย  หลังจากนั้น ICOMOS  ประเทศไทย ได้มีหนังสือไปถึง Mr. Michael Petzet ประธาน ICOMOS  เพื่อโต้แย้งการประเมินปราสาทพระวิหารโดย ICOMOS  ใน 5 ประเด็นดังนี้

1)       เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาคุณค่าสากลที่โดดเด่น  ในความเป็นมรดกโลกของประสาทพระวิหาร ในรายงานของ ICOMOS  มีความแตกต่างไปจากเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนมรดกโลก (Nomination File) ของกัมพูชา โดยไม่มีเหตุผลชี้แจงการเปลี่ยนแปลง

2)       ICOMOS มีความเห็นสอดคล้องตามเอกสารข้อมูลนำเสนอของกัมพูชาว่า ปราสาทพระวิหารเป็นผลงานชิ้นเอกที่มีความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมเขมร ทั้งในการวางผังและรายละเอียดการตกแต่ง ทั้ง ๆ ที่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่มีความสำคัญ แสดงถึงภูมิปัญญาในการออกแบบวางผัง การใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อม ที่ต่อเนื่องสัมพันธ์กับปราสาทพระวิหาร แต่ไม่ได้มีการนำมาพิจารณาในฐานะโบราณสถานและพื้นที่ที่อยู่เชื่อมต่อกัน ซึ่งถือว่าเป็นการนำเสนอพื้นที่โบราณสถานที่ไม่สมบูรณ์

3)       การพิจารณาของ ICOMOS ไม่ได้คำนึงถึงปราสาทพระวิหารในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างศาสนสถานและชุมชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ทั้งในแง่ของการเป็นผู้ดูแลเทวาลัย และความผูกพันทางจิตใจ ซึ่งถือเป็นคุณค่าแบบที่สัมผัสจับต้องไม่ได้ (Intangible) และเป็นหัวใจสำคัญที่บ่งชี้ถึงจิตวิญญาณของสถานที่ (Spirit of the place)

4)       การบรรยายลักษณะทางสถาปัตยกรรมของปราสาทพระวิหารที่ปรากฏอยู่ในรายงานของ ICOMOS แสดงให้เห็นถึงการตีความและการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงหลายประการ ที่ชวนให้สงสัยถึงความไม่ตรงไปตรงมาทางวิชาการเพื่อเหตุผลบางประการ

5)       รายงานของ ICOMOS ให้ความเห็นชอบกับการกำหนดเขตในการปกป้อง คุ้มครอง อนุรักษ์ และจัดการ พื้นที่ของปราสาทพระวิหาร โดยให้ข้อแม้เกี่ยวกับการตกลงร่วมกันระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในเรื่องเส้นเขตแดน แต่ความจริงแล้วปัญหามิได้มีเพียงแต่เฉพาะเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนเท่านั้น เนื่องจากยังมีความไม่เหมาะสมทางวิชาการที่ควรให้มีการปรับปรุงการกำหนดเขตด้วย

แต่ทาง ICOMOS  ไม่ได้ทบทวนการประเมินดังกล่าวแต่อย่างใด    ICOMOS ประเทศไทย จึงได้แถลงถึงความไม่โปร่งใสของการดำเนินการประเมินของ ICOMOS ในเรื่องดังกล่าว  โดยเห็นว่าได้มีปัจจัยอื่นเข้ามามีอิทธิพลเหนือเหตุผลทางวิชาการ ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดความน่าเชื่อถือของ ICOMOS  ในที่สุด

ในที่สุดเพื่อไม่ให้มีปัญหาเรื่องเขตแดนกับไทย  กัมพูชาจึงยอมรับการต่อรองของฝ่ายไทยและเปลี่ยนเป็นการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้นตามคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน 2551  ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนข้อมูลหลังจากที่ผ่านการประเมินโดย ICOMOS แล้ว  แต่กรณีนี้กลับทำได้  สำหรับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32   ICOMOS  ได้ทำรายงานการประเมินใหม่ตามเอกสาร WHC-08/32.COM/INF.8B1.Add.2  โดยมีการอ้างความตกลงระหว่างกัมพูชากับไทยในการเปลี่ยนขอบเขตของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกซึ่งทำให้ต้องเปลี่ยนผลการประเมินให้ผ่านเกณฑ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมเฉพาะข้อ 1 เท่านั้น จากเดิมที่เคยให้ผ่านเกณฑ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมข้อ 1  ข้อ 2  และข้อ 4

ในรายงานการประเมินใหม่โดย ICOMOS  ตามเอกสาร WHC-08/32.COM/INF.8B1.Add.2  ระบุว่าศูนย์มรดกโลกได้รับเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนประสาทพระวิหารมรดกโลกของกัมพูชาที่ปรับปรุงใหม่เมื่อวันที่ 28 มกราคม2551  และมีการอ้างอิงคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกซึ่งที่จริงแล้วมีการลงนามในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นเวลาเพียง 13 วันก่อนที่จะเริ่มมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32  ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551  แต่ ICOMOS กลับอ้างเป็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2551  อันแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติการดำเนินการประเมินโดย ICOMOS   นอกจากนี้ในรายงานการประเมินดังกล่าว  ICOMOS ยังรายงานในประเด็นที่สำคัญและมีผลต่อการพิจารณาการขึ้นทะเบียนมรดกโลกดังนี้

1)       ในส่วนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน (Basic Data)  ระบุว่า “แผนที่ที่อ้างถึงในคำแถลงการณ์ร่วมข้างต้นได้รับเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551  ในแผนที่นั้น  เพียงพื้นที่ทั่วไปโดยไม่มีขอบเขตเท่านั้นที่ถูกระบุสำหรับเขตกันชนและพื้นที่บริหารจัดการร่วม  ไม่เป็นการชัดเจนว่าเขตกันชนทางทิศใต้และตะวันออกจะกว้างขวางตามที่เคยเสนอมาในเอกสารการขอขึ้นทะเบียนฉบับเริ่มแรกหรือไม่  โดยที่แผนที่ใหม่นี้ไม่ได้คอบคลุมขอบเขตของพื้นที่ดังกล่าว  ไม่มีการปรับปรุงเอกสารที่รวบรวมข้อมูลการขอขึ้นทะเบียนเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงขอบเขตดังกล่าว”

2)       ในส่วนที่ 4 ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อทรัพย์สิน (Factors Affecting the Property)  หัวข้อพรมแดนที่พิพาท (Disputed frontier) ระบุว่า “ICOMOS สังเกตในการประเมินปี 2007 ว่า ตามข้อมูลที่ได้จัดให้ ICOMOS โดยศูนย์มรดกโลก  ตำแหน่งที่ถูกต้องแน่นอนของพรมแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทยทางเหนือของที่ที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียน ปัจจุบันเป็นประเด็นของการพิพาทระหว่างรัฐภาคีทั้งสอง  ทรัพย์สินที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนปี  2007 และส่วนของเขตกันชนบางส่วนอยู่ภายในพื้นที่พิพาท  ทรัพย์สินที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนในปัจจุบันทั้งหมดอยู่ในดินแดนของประเทศกัมพูชาซึ่งไม่มีกรณีพิพาทกับประเทศไทย  ประเด็นของเขตกันชนที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ซับซ้อนมากและจะกล่าวถึงในส่วนที่ 5 ของรายงานนี้”

3)       ในส่วนที่ 5 การคุ้มครอง อนุรักษ์ และการบริหารจัดการ (Protection, Conservation and Management)  หัวข้อขอบเขตของทรัพย์สินที่ถูกเสนอและเขตกันชน (Boundaries of the nominated property and buffer zone) ระบุว่า “เขตกันชนทางทิศใต้และตะวันออกได้ถูกเสนอ แต่ขอบเขตไม่ได้ถูกเขียนไว้  มันจึงไม่ชัดเจนว่าเขตนี้จะไปไกลเท่าไร  ทางทิศเหนือและตะวันตก  เขตบริหารจัดการร่วมระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทยได้ถูกเสนอ  แต่ไม่ได้ถูกเขียนไว้เหมือนกัน”  และในตอนท้ายได้สรุปว่า “ICOMOS พิจารณาเห็นว่าขอบเขตได้ล้อมรอบสิ่งก่อสร้างหลักที่เหลือของปราสาทอย่างเพียงพอ แต่ไม่รวมการจัดพื้นที่ภูมิประเทศ  ICOMOS ไม่สามารถกล่าวถึงขอบเขตของเขตกันชนหรือเขตบริหารจัดการร่วมโดยไม่มีเอกสารเพิ่มเติม”

4)       ในส่วนที่ 7 ข้อสรุป (Conclusions)  หัวข้อแนะนำเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียน (Recommendations with respect to inscription)  ระบุในตอนหนึ่งไว้ว่า

“ICOMOS ปรารถนาที่จะแจ้งให้ทราบและนำไปสู่ความสนใจของคณะกรรมการมรดกโลกว่าแผนที่ที่ถูกส่งมาโดยที่เขตกันชนและเขตบริหารจัดการร่วมไม่มีการเขียนลงไว้ เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงในเทอมของการอนุรักษ์และคุ้มครองของทรัพย์สินในระยะยาว

ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกได้ตกลงแล้วว่าปราสาทพระวิหารควรได้รับการขึ้นทะเบียน ในทัศนะที่ได้พิจารณาแล้วของ ICOMOS  เห็นว่าการนี้จะมีเหตุผลสมควรในปัจจุบันก็เพียงแต่เฉพาะเกณฑ์มรดกโลกทางวัฒนธรรมข้อ 1

คณะกรรมการมรดกโลกอาจตัดสินใจที่จะขึ้นทะเบียนทรัพย์สินตามพื้นฐานของเกณฑ์ข้อ 1   ICOMOS พิจารณาเห็นว่าการนี้จะเกิดขึ้นโดยไม่มีแผนที่ที่เพียงพอและขอบเขตที่ไม่ได้เขียนลงไว้ และจะจำกัดการยอมรับที่เหมาะสมของคุณค่าทั้งหมดของทรัพย์สิน  บนพื้นฐานนั้น  ICOMOS  ไม่ปรารถนาอย่างเป็นทางการที่จะแนะนำสิ่งนี้กับคณะกรรมการมรดกโลก”

จากรายละเอียดข้างต้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ICOMOS  ทราบเป็นอย่างดีถึงความไม่สมบูรณ์ของการกำหนดเขตกันชนและเขตบริหารจัดการร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกัมพูชายังไม่ได้กำหนดเขตกันชนที่แน่ชัดทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของปราสาท รวมทั้งเขตกันชนและเขตบริหารจัดการร่วมดังกล่าวบางส่วนอยู่ในพื้นที่พิพาททางเขตแดนระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย  ซึ่งอาจเกิดปัญหาเรื่องเขตแดนในบริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหารขึ้นภายหลังการอนุมัติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้  แต่ ICOMOS กลับไม่แนะนำอย่างชัดเจนให้คณะกรรมการมรดกโลกขอให้ประเทศกัมพูชามีการกำหนดเขตกันชนและเขตบริหารจัดการร่วมให้เรียบร้อยชัดเจนก่อนการอนุมัติขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก   นอกจากนี้ในรายงานการประเมินโดย ICOMOS  ได้ระบุวันที่การอนุมัติรายงานนี้ของ ICOMOS เป็น วันที่  25 มิถุนายน 2551  ซึ่งเป็นเวลาเพียง 6 วันก่อนที่จะเริ่มมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32  ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551   ขัดต่อข้อกำหนดที่ 168 ของแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก ที่กำหนดว่า ICOMOS ต้องส่งรายงานการประเมินดังกล่าวให้ศูนย์มรดกโลกเพื่อการจัดส่งไปยังคณะกรรมการมรดกโลกและรัฐภาคีอย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก  และขัดต่อระเบียบข้อที่ 45  ของระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของคณะกรรมการมรดกโลก  ที่กำหนดว่าเอกสารที่เกี่ยวข้องกับวาระการประชุมของแต่ละสมัยการประชุมของคณะกรรมการมรดกโลกจะต้องถูกแจกจ่ายไปยังกรรมการมรดกโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 6 สัปดาห์ก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก  และเอกสารดังกล่าวต้องจัดให้ในรูปแบบอีเล็กทรอนิกส์แก่รัฐภาคีซึ่งไม่เป็นกรรมการมรดกโลกในรูปแบบอีเล็กทรอนิกส์

2.2 การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดและเข้าข้างกัมพูชา

สำหรับการพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกเกี่ยวกับการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนั้น ตามแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก  ได้กำหนดตามข้อ 148 h) ว่าเอกสารที่ส่งหลังจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ของปีนั้นๆ จะไม่นำมาพิจารณาในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของปีดังกล่าว และกำหนดเวลาดังกล่าวควรถือปฏิบัติอย่างเคร่งคัด  แต่ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกในสมัยประชุมที่ 32 ปี พ.ศ. 2551 กลับมีการยกเว้นพิจารณาเอกสารเพิ่มเติมที่กัมพูชาส่งในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2551  นอกจากนี้รายงานการประเมินโดย ICOMOS  ที่ ICOMOS อนุมัติเมื่อวันที่  25 มิถุนายน 2551  ซึ่งเป็นเวลาเพียง 6 วันก่อนที่จะเริ่มมีการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32  ในวันที่ 2 กรกฎาคม 2551   อันขัดต่อข้อกำหนดที่ 168 ของแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก และขัดต่อระเบียบข้อที่ 45  ของระเบียบขั้นตอนการปฏิบัติของคณะกรรมการมรดกโลกตามที่กล่าวมาแล้ว  แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีเหตุผลเบื้องหลังการอนุมัติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาโดยคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อให้ประโยชน์และเอนเอียงเข้าข้างประเทศกัมพูชา

จากรายละเอียดของข้อมติ 32 COM 8B.102  ในสมัยประชุมที่  32 ของคณะกรรมการมรดกโลกนี้  จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการมรดกโลกได้มีมติให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารได้  ทั้งๆ ที่ทราบดีจากรายงานการประเมิน WHC-08/32.COM/INF.8B1.Add.2  โดย ICOMOS   ว่า กัมพูชายังไม่มีการกำหนดเขตกันชนและแผนบริหารจัดการพื้นที่อย่างชัดเจน  ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่คำนึงว่าเขตกันชนที่จะต้องถูกกำหนดขึ้นจะอยู่ในพื้นที่พิพาทที่ไทยและกัมพูชายังไม่สามารถตกลงเรื่องเขตแดนระหว่างกันได้  ซึ่งเป็นการขัดอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ ในมาตรา 11 ข้อ 3. ที่กำหนดว่าการบรรจุสิ่งใดในทะเบียนมรดกโลกต้องได้รับการยินยอมจากรัฐภาคีที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งขัดต่อแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก  ในข้อบัญญัติต่างๆ ดังนี้  ข้อบัญญัติ 103 และ 104 ที่กำหนดว่าต้องมีการกำหนดเขตกันชนที่พอเพียงและมีความละเอียดถูกต้องชัดเจนสำหรับทรัพย์สินที่ถูกเสนอเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลก  ข้อบัญญัติ 108 ที่กำหนดให้มีแผนบริหารจัดการที่เหมาะสม  ข้อบัญญัติ 132 ที่กำหนดว่าการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะถือว่าครบถ้วนสมบรูณ์ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามข้อกำหนดต่างๆ ในข้อบัญญัตินี้  และข้อบัญญัติ 140 และ 141 ที่กำหนดให้สำนักเลขาต้องตรวจสอบความครบถ้วนสมบรูณ์ของการเสนอขึ้นทะเบียนมรดกโลกตามข้อกำหนดต่างๆ ในข้อบัญญัติ 132  ภายหลังจากคณะกรรมการมรดกโลกอนุมัติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก  ได้มีการสู้รบกันระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาหลายครั้งในพื้นที่พิพาทบริเวณใกล้ปราสาทพะวิหาร ทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความขัดแย้งในพื้นที่พิพาทบริเวณใกล้ปราสาทพะวิหารที่กัมพูชาจะต้องกำหนดเป็นเขตกันชน

ในเอกสาร WHC-09/33.COM/7B.Add ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2552 สำหรับการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยประชุมที่ 33  มีการรายงานการสู้รบระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาในบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหารในช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2251 และเมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งทำให้ทหารทั้งสองฝ่ายได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต แต่เป็นที่น่าแปลกใจว่าคณะกรรมการมรดกโลกกลับนิ่งเฉยไม่มีการพิจารณาทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอีกสำหรับกรณีพิพาททางเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา  ยังคงให้กัมพูชาดำเนินการได้ตามปกติ  รวมทั้งไม่มีการพิจารณาจัดปราสาทพระวิหารอยู่ในรายการมรดกโลกในอันตราย (List of World Heritage in Danger) เนื่องการมีการเกิดความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธระหว่างทหารไทยกับทหารกัมพูชาในบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร ตามมาตรา 11 ข้อ 4. ของอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลกทางวัฒนธรรมและทางธรรมชาติ  และตามข้อบัญญัติ 177-179 ของแนวทางปฏิบัติสำหรับการดำเนินการตามอนุสัญญามรดกโลก

รูปที่ 2: ภาพเหตุการณ์การสู้รบระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาบริเวณใกล้ปราสาทพระวิหาร

2.3 การไม่ปฏิบัติตามมติของคณะกรรมการมรดกโลกของกัมพูชา

คณะกรรมการมรดกโลกในสมัยประชุมที่  32 ณ เมืองควิเบก  ประเทศแคนาดา  ได้อนุมัติให้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามข้อมติ 32 COM 8B.102  ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกได้ให้ประเทศกัมพูชาดำเนินการดังนี้

1)       ให้รัฐภาคีกัมพูชา โดยการประสานงานกับยูเนสโก  ให้จัดการประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ (International Coordinating Committee) เพื่อรักษาและพัฒนาทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 โดยเชิญให้รัฐบาลไทยและผู้มีส่วนระหว่างประเทศที่เหมาะสมอื่นอีกไม่เกิน 7 ประเทศ เข้าร่วม เพื่อตรวจสอบนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลของทรัพย์สิน โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์สากล

2)       ให้รัฐภาคีกัมพูชาส่งเอกสารต่อไปนี้ให้ศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009:

ก)      แผนที่ชั่วคราวซึ่งให้รายละเอียดเพิ่มเติมของทรัพย์สินที่ได้ขึ้นทะเบียน และแผนที่กำหนดขอบเขตกันชนที่ระบุใน RGPP (Revised Graphic Plan of the Property)

ข)       เอกสารคำขอขึ้นทะเบียนที่ปรับปรุงแล้วเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงขอบเขตของทรัพย์สิน

ค)      คำยืนยันว่าพื้นที่บริหารจัดการของทรัพย์สินจะรวมทรัพย์สินที่ขึ้นทะเบียนและเขตกันชนที่ระบุใน RGPP

ง)       รายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเตรียมแผนบริหารจัดการ

3)       ร้องขอเพิ่มเติมให้ รัฐภาคีกัมพูชาให้ส่งแผนบริหารจัดการที่สมบูรณ์สำหรับทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมทั้งแผนที่ที่แล้วเสร็จให้ศูนย์มรดกโลกภายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010 เพื่อส่งให้แก่คณะกรรมการมรดกโลกในสมัยประชุมที่ 34 ใน ค.ศ. 2010

แต่ปรากฏว่ากัมพูชาปฏิบัติโดยไม่เป็นไปตามข้อมติ 32 COM 8B.102  ดังนี้

1)   กัมพูชาไม่ให้จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศภายในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกกำหนด  จนกระทั้งถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการจัดการประชุมคณะกรรมการดังกล่าว

2)   กัมพูชาไม่ได้ส่งเอกสารต่างๆ ให้ศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2009 ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกกำหนด  โดยส่งเอกสารดังกล่าวให้ศูนย์มรดกโลกเมื่อวันที่ 24 เมษายน ค.ศ. 2009  ยิ่งไปกว่านั้นเอกสารดังกล่าวก็ไม่มีความครบถ้วนสมบูรณ์  เขตกันชนในแผนที่ที่เสนอมาไม่รวมพื้นที่ทางทิศเหนือและทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร ซึ่งอยู่ภายใต้การพิพาททางเขตแดนกับไทย  โดยกัมพูชาได้ระบุว่าการกำหนดเขตนี้เป็นเพียงชั่วคราว  การกำหนดเขตขั้นสุดท้ายจะถูกปรับตามผลของปักปันเขตแดนของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมระหว่างกัมพูชากับไทย (Joint Boundary Commission between Cambodia and Thailand: JBC)

3)   กัมพูชาไม่ได้ส่งแผนบริหารจัดการที่สมบูรณ์สำหรับทรัพย์สินที่ได้รับการขึ้นทะเบียนพร้อมทั้งแผนที่ที่แล้วเสร็จให้ศูนย์มรดกโลกภายในกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2010 ตามที่คณะกรรมการมรดกโลกกำหนด

การที่กัมพูชาปฏิบัติโดยไม่เป็นไปตามข้อมติ 32 COM 8B.102  ดังกล่าวข้างต้นนั้น คณะกรรมการมรดกโลกควรทบทวนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอย่างจริงจังและตรงไปตรงมา  เพื่อไม่ให้เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อรัฐภาคีอื่นสำหรับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกในอนาคต

3. การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในประเทศไทยเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา

การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ได้ทำให้เกิดความห่วงกังวลในประชาชนชาวไทยจำนวนมากในเรื่องที่ประเทศไทยอาจเสียดินแดนบริเวณเขาพระวิหารให้กับประเทศกัมพูชา  รวมทั้งความเคลือบแคลงสงสัยในการดำเนินการขอรัฐบาลไทยในสมัยที่นายสมัคร  สุนทรเวช เป็นนายยกรัฐมนตรี  ที่เอื้อประโยชน์ให้นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการเลือกตั้งของประเทศกัมพูชาที่จัดให้มีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551  ซึ่งใช้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นประเด็นหนึ่งในการหาเสียง  ตลอดจนความเคลือบแคลงสงสัยในการเข้ามาช่วยประเทศกัมพูชาในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของนางฟรังซัวส์ ริวีเอียร์ (Mrs. Francoise Riviere) ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกฝ่ายวัฒนธรรม  รวมทั้งการดำเนินการของ ICOMOS  ศูนย์มรดกโลก  และคณะกรรมการมรดกโลกที่ส่อไปในทางเอนเอียงเข้าข้างประเทศกัมพูชา  สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในประเทศไทยเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา

การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในประเทศไทยเพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา มีลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญพอสรุปได้ดังนี้

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551         กลุ่มนักวิชาการและประชาชนไทยส่งหนังสือถึงคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภาไทย เพื่อขอให้ดำเนินการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาหรือแม้แต่การเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในลักษณะข้ามพรมแดน

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551         ดังมีการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนดังนี้

กลุ่มประชาชนไทยได้ยื่นฟ้องรัฐมนตรีต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีของไทยต่อศาลปกครองกลางของไทยเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีไทยเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบให้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา  ซึ่งต่อมาในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ศาลปกครองกลางของไทยได้มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามมิให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีของไทย ดำเนินการใดๆ ที่เป็นการอ้างหรือใช้ประโยชน์จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา  และการดำเนินการตามมติดังกล่าว จนกว่าคดีจะถึงที่สุดหรือศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น

กลุ่มประชาชนไทยอีกกลุ่มหนึ่งยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการมรดกโลกผ่านสำนักงานยูเนสโกในประเทศไทย เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา

วันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551         กลุ่มประชาชนซึ่งได้ไปยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการมรดกโลกผ่านสำนักงานยูเนสโกในประเทศไทย เพื่อคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา  ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไทยเพื่อทราบและตระหนักในเจตนารมณ์ของประชาชนไทยในการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา

วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2551         ประธานวุฒิสภาไทยยื่นคำร้องที่สมาชิกวุฒิสภาไทยจำนวน 77 คนเข้าชื่อกันให้ศาลรัฐธรรมนูญไทยวินิจฉัยว่าคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ซึ่งยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไทย ขัดรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2551         ประธานสภาผู้แทนราษฎรไทยยื่นคำร้องที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยจำนวน 151 คนเข้าชื่อกันให้ศาลรัฐธรรมนูญไทยวินิจฉัยว่าคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เพื่อสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ซึ่งยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาไทย ขัดรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่  ต่อมาในวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ศาลรัฐธรรมนูญไทยได้มีคำวินิจฉัยชี้ขาดว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ฉบับลงวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เป็นหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศ  ทั้งยังมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอีกด้วย  ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญไทย มาตรา 190 วรรคสอง

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551           ประชาชนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนกว่า 45,000 คน เข้าชื่อกันร้องขอต่อประธานวุฒิสภาไทยเพื่อถอดถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะกรณีร่วมกันดำเนินการให้มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 เพื่อการลงนามในคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา   ต่อมาในวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติของไทยได้มีมติว่าเฉพาะ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย และนายนายนพดล  ปัทมะ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย  กระทำผิดปฏิบัติหน้าที่ในกรณีดังกล่าว โดยมีการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือนายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในการเลือกตั้งของประเทศกัมพูชาที่จัดให้มีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2551  ซึ่งใช้การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกเป็นประเด็นหนึ่งในการหาเสียง  อันเป็นการนำผลประโยชน์ของประเทศไทยมาใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงของพรรคการเมืองประเทศกัมพูชา

วันที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552       ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร ออกแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่ยอมรับและไม่ให้ความร่วมมือใดๆ ในการปฏิบัติตามมติคณะกรรมการมรดกโลกสมัยประชุมที่ 32  อันเป็นมติที่ไม่โปร่งใส มุ่งสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาอย่างเร่งรีบและรวบรัด จนเป็นที่น่ากังขาว่ามีมูลเหตุจูงใจซ่อนเร้น  รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยไม่เข้าร่วมคณะกรรมการประสานงานระหว่างประเทศ

วันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2552            ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหารยื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกผ่านสำนักงานยูเอ็นในประเทศไทย  เพื่อให้ทราบถึงความไม่เป็นกลาง ความไม่มีเหตุผลที่อธิบายได้ และความไม่รับผิดชอบของ ICOMOS  คณะกรรมการมรดกโลก และนางฟรังซัวส์ ริวีเอียร์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกฝ่ายวัฒนธรรม ในการดำเนินการที่เกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา และขอให้ผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกดำเนินการแก้ไขในเรื่องนี้และให้มีการทบทวนมติของคณะกรรมการมรดกโลกในการอนุมัติการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2552          ประชาชนชาวไทยกว่า 500 คนร่วมเดินขบวนไปยังบริเวณเขาพระวิหารเพื่อตรวจสอบยืนยันว่าพื้นที่บริเวณรอบๆ ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศไทย

วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2552            กลุ่มวุฒิสมาชิกไทยยื่นหนังสือถึงเลขาธิการยูเอ็นผ่านสำนักงานยูเอ็นในประเทศไทย  เพื่อให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก และนางฟรังซัวส์ ริวีเอียร์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกฝ่ายวัฒนธรรม เกี่ยวกับการดำเนินการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2553        ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหารได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไทยขอให้รัฐบาลไทยแจ้งไปยังยูเนสโกและศูนย์มรดกโลกให้ทราบถึงคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552  ที่ให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ที่เห็นชอบคำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา  และให้คงคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวที่มีเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2551  ให้มีผลต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด  อันจะเป็นการยืนยันอย่างแข็งขันในท่าทีของรัฐบาลไทยในคัดค้านการดำเนินการที่ไม่ยึดหลักธรรมาภิบาลในการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553          ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหารยื่นหนังสือถึงผู้อำนวยการใหญ่ของยูเนสโกผ่านผู้แทนยูเนสโกในกรุงเทพ  เพื่อประท้วงและคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา  และขอให้ยูเนสโกดำเนินการยกเลิกการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา

วันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553            ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหารยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยเพื่อขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหรือการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนซึ่งมีผลกระทบต่อวัฒนธรรม ความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม  รวมทั้งอธิปไตยและดินแดน  กรณีปราสาทพระวิหารและกลุ่มปราสาทตาเมือน

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553         สถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร และสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมจัดเสวนาวิชาการเรื่อง “ขบวนการภาคประชาชนกับการต่อสู้เพื่อป้องกันการเสียดินแดน: เหตุเกิดจากการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชาและยูเนสโก ของรัฐบาลไทย” และนิทรรศการจากหนังสือชื่อ “บันทึกภาคประชาชนเรื่องการพิทักษ์ดินแดน: จากกรณีปราสาทพระวิหารโมเดล” โดย ม.ล. วัลย์วิภา  จรูญโรจน์ ซึ่งเป็นผู้ประสานงานภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์ปราสาท เขา พระวิหาร

รูปที่ 3: ภาพกิจกรรมการเคลื่อนไหวของภาคประชาชน

กรกฎาคม 28th, 2010 |

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.




  • เรื่องล่าสุด

    • สมาชิกกล่องรับสัญญาณ ASTV โปรดทราบ
    • ปรากฎการณ์“ทีปาร์ตี้”
    • งานรวมพลคนรักชาติครั้งที่ 8 เคาะข่าวริมโขง LIVE IN USA
    • อริโซน่าโมเดล
    • นางงามประกวด ตอนที่ 2
  • หมวดหมู่

    • คนจัดกวน (18)
    • คุยสบายๆ เรื่องสุขภาพ (8)
    • ช่องเสียง และ ภาพ (21)
    • ธรรมะ (4)
    • บทความน่าสนใจ (37)
    • ประกาศข่าว (49)
    • ประมวล บทความ (55)
    • พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์ (13)
    • สังคมพันธมิตรฯ (22)
    • สุทธิพงษ์ ปรัชญพฤทธิ์ (2)
    • เก็บเอามาเล่า -โดย นาย ภัทร (37)
    • เน้นประเด็นข่าว (50)
    • เปลวสีเงิน (26)
    • เรื่องขำๆ วันพันธมิตรฯ (19)
    • เรื่องเล่าจาก อาหมอ (27)
    • แถลงการณ์พันธมิตร ฯ (3)
    • ไม่มีหมวดหมู่ (77)
  • «»

  •  

    กันยายน 2010
    จ อ พ พฤ ศ ส อา
    « ส.ค.    
     12345
    6789101112
    13141516171819
    20212223242526
    27282930  
  • คลังเก็บ

  • ภาพกิจกรรม

    • วีดีโอ LA Concert
      • 03-14-2009
    • ASTV ทีวีของประชาชน
    • กระแสข่าว
    • ลิงค์ เว็ป อื่น ๆ
    • Facebook
    • ตุลาคม 2008
    • สิงหาคม 2008
    • กันยายน 2008
    • DC2009-06-27
  • Meta

    • ลงทะเบียน
    • เข้าสู่ระบบ
    • Entries RSS
    • ความเห็น RSS
    • WordPress.org
Copyright © 2010 PADUSA All Rights Reserved
RSS XHTML CSS เข้าสู่ระบบ