ทรัพยากร“บุคคลไทย”ในอเมริกา
พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์
ผมกับบรรดาเพื่อนๆคนไทยในอเมริกาเคยคุยแลกเปลี่ยนกันหลายครั้ง หลายหน เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนไทยไกลบ้านกับเมืองไทย ในยามที่ชุมชนไทยที่นี่เติบใหญ่มากขึ้น ตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไป
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อเมริกันเชื้อสายไทยจำนวนหนึ่งได้เข้าไปมีบทบาทในหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นวงการการเมือง วงการราชการ หรือวงการธุรกิจเอกชน ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันอเมริกาเองยังเป็นแหล่งผลิตด้านการ ศึกษาให้กับคนไทยจำนวนมาก ซึ่งหมายรวมถึงคนไทยที่เดินทางมาจากเมืองไทยเพื่อศึกษาตามสถาบันการศึกษา ต่างๆในอเมริกาอย่างจริงๆจังๆ หลากหลายชนชั้น นับเนื่องเวลาค่อนศตวรรษ
พร้อมกับกลไกและเครือข่ายด้านธุรกิจระหว่างไทย กับอเมริกาที่แยกกันไม่ออก โดยเฉพาะธุรกิจการนำเข้าและส่งออกสินค้าระหว่าง 2 ประเทศ
หากแยกย่อยลงไปจนถึงเวลานี้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องด้านอาหารจัดว่า มีมูลค่ามากที่สุด กระจายออกไปสู่ตลาดอเมริกันโดยตรง อีกส่วนหนึ่งกระจายมายังร้านอาหารไทย ซึ่งว่าไปแล้วเป็นธุรกิจอันดับหนึ่งของคนไทยในอเมริกาตลอดถึงเวลานี้ โดยไม่ต้องอิงผลสำรวจใดๆทั้งสิ้น
ความจริงสิ่งที่พูดกันซ้ำแล้วซ้ำอีก การแวะเวียนมาของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องและผู้แทนการค้าไทย ในแง่การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐของไทยจากกรุงเทพทั้งในระดับนโยบายและ ระดับปฏิบัติต่อธุรกิจร้านอาหารไทยและธุรกิจไทยในอเมริกาแขนงอื่นๆ แทบไม่มีผลใดๆ ตามมาเลย คนไทยที่ทำธุรกิจต่างๆต่างทราบกันดี
นี้หากเปรียบการทำงานของหน่วยงานด้านการค้า ระหว่างประเทศของเกาหลีใต้ เวียดนาม มาเลเซีย แล้วมีข้อแตกต่างให้เห็นอยู่มาก ในแง่การทำงานที่ต่อเนื่อง การวางสายสัมพันธ์ต่อบุคคลและหน่วยงานของอเมริกัน เนื่อง ไปถึงการกำหนดนโยบายของรัฐบาลของประเทศคู่แข่งของไทยเหล่านี้
โดยเฉพาะการจัดลำดับในการให้ความสำคัญต่อประเด็น เศรษฐกิจ หนึ่ง สอง สาม
รวมถึงที่สำคัญคือ การเร่งสร้างและพัฒนาทรัพยากรบุคคลทั้งในเมืองไทยและในอเมริกา
ไม่แปลกที่ครั้งล่าสุด การเดินทางมาเยือนอเมริกาของนายเกียรติ สิทธิอมร ประธานผู้แทนการค้าของไทย และการอรรถาธิบายในประเด็นเหตุการณ์ทางการเมืองของไทย จึงเสมือนไฟไหม้ฟางแห้งที่เกิดขึ้นและจบลงอย่างรวดเร็วทั้งที่วอชิงตัน ดี.ซี.และนิวยอร์ค แม้เขาจะได้มีโอกาสพบปะกับตัวแทนของฝ่ายอเมริกันอย่างเจมส์ สไตน์เบิร์ก ผู้ช่วยของฮิลลารี คลินตัน แห่งกระทรวงการต่างประเทศ กับเจฟรีย์ เบเดอร์ คนของประธานาธิบดี บารัก โอบามา โดยตรงก็ตาม
ทั้งที่ในรูปแบบวิถีทาง การทูต คงไม่มีประเทศใดปฏิเสธการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในประเทศด้วยกัน โดยหลักการปรองดอง ที่ถือเป็นหลักการอันเป็นสากล ท่าทีของรัฐสภาของอเมริกันก็หนีไม่พ้นหลักการเดียวกันนี้
ที่ผ่านมา ประเด็นเศรษฐกิจระหว่างไทยและอเมริกาที่ถือว่า มีความสำคัญยิ่งสำหรับหน้าที่ของรัฐบาลผ่านตัวแทนการค้าฯ หรือผ่านหน่วยงานต่างๆที่เป็นแขนขาของภาครัฐ มีการ พูดถึงการกำหนดกรอบการทำงานอยู่บ้าง แต่ต่อมาก็หายเงียบไปเช่นกัน
อย่างเช่น การเพิ่มการนำเข้าชนิดหรือประเภทของสินค้าเกษตรของไทย มายังตลาดอเมริกา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ มะม่วงและมังคุด ได้ผ่านการอนุญาตนำเข้ามาแล้ว ทั้งที่ว่าไปแล้วยังมีสินค้าเกษตรของไทยอีกหลายชนิดที่สามารถส่งออกมายัง ตลาดอเมริกาได้ จากเหตุที่ธุรกิจอาหารเอเชียนในอเมริกาขยายใหญ่มากขึ้นทุกวัน ซึ่งหากเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยจะได้ออกทำการสำรวจ หรือหาความรู้ก็คงเห็นได้ทั่วไป
หลายเมืองใหญ่ในอเมริกามีจุดที่น่าส่งเสริม สำหรับการลงทุนทำตลาดสินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง ทั้งการลงทุนในส่วนของตลาดสินค้าไทยเพียวๆ หรือการขยายสินค้าไทยเข้าไปแทรกในตลาดสินค้าอเมริกัน
มีกรณีเปรียบเทียบในเวลานี้ คือ ตลาด(สินค้า)เวียดนาม เกาหลี และจีน ซึ่งรุกเข้าเปิดตัวในอเมริกาไปอย่างรวดเร็วและแผ่ไปทั่วหลายเมือง รองรับสินค้าที่ส่งไปจากประเทศแม่
ในช่วงตกต่ำของเศรษฐกิจอเมริกานับแต่โอบามาเข้า รับตำแหน่ง ธุรกิจหลายแห่งของคนอเมริกันถูกปิด รวมทั้งตลาดขายสินค้าของกินของใช้ต่างๆ ที่ต่อมาโดนคนเอเชียน-อเมริกัน เข้าไปเทคโอเวอร์เป็นเจ้าของกิจการ กลับน่าแปลกใจที่ไม่พบว่าเป็นคนไทย
นักธุรกิจจีนที่เป็นเจ้าของตลาดสินค้าอาหารเอ เชียนและผลิตภัณฑ์เกี่ยวเนื่อง เล่าให้ฟังว่า ทางการจีนสนับสนุนด้านทุนและบุคลากรด้านนี้อย่างเต็มที่ ด้วยการเปิดแนวรุกธุรกรรมการเงินของธนาคารโพ้นทะเล(ข้ามชาติ)ของจีน คู่ขนานไปกับการขยายตัวของธุรกิจขนาดย่อมถึงขนาดกลางของคนเชื้อสายจีนทั้งใน และนอกอเมริกา
ธุรกิจของคนเชื้อสายเกาหลีก็เช่นเดียวกัน
ก่อนหน้านี้ทางการมาเลเซียปล่อยกู้ผู้ประกอบการ ร้านอาหารมาเลเซียนหลายแห่งในเมืองสำคัญๆในอเมริกาฟากตะวันตกอย่างลอสแองเจ ลิส หรือแม้กระทั่งลาสเวกัส
ในส่วนของไทยนั้น น่าคิดว่า หากหน่วยงานในอเมริกาที่เป็นแขนขาของภาครัฐไทย ไม่มีประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อกระแสสถานการณ์ในปัจจุบันดีพอ ก็ควรที่จะลดขนาดหรือยุบของหน่วยงานเหล่านี้เสีย เพื่อนำงบประมาณไปใช้เพื่อการอื่นน่าจะดีกว่า
นอกเหนือไปจากประเด็นที่ต้องพูดถึงอีกครั้ง คือ การปรับปรุงระบบวีซ่าของไทยสำหรับคนอเมริกัน และสำหรับคนไทย-อเมริกัน เพื่อประสิทธิผลด้านการท่องเที่ยวหรือการทำธุรกิจระหว่าง 2 ประเทศ
หมายถึงการขยายระยะเวลาของวีซ่าอัตโนมัติ(ตาม กฎหมายไทย)เพื่อการท่องเที่ยวในเมืองไทยสำหรับนักท่องเที่ยวอเมริกันให้มี ระยะเวลามากขึ้น
เพราะหากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่เป็น คู่แข่งด้านการท่องเที่ยวหลายประเทศแล้ว ส่วนใหญ่ระยะเวลาการให้วีซ่ากับนักท่องเที่ยวนานกว่าของไทย อย่างเช่น มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งเวียดนาม
ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ ทำ ให้ไทยเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆไม่ได้ ทั้งทำให้ต้องใช้เวลามากขึ้น
อีกเรื่องที่ควรอยู่ในลำดับการให้ความสำคัญด้าน นโยบายระหว่างไทยกับเมริกา คือ การดึงบุคลากรและมันสมองของคนไทยในอเมริกา ไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับเมืองไทย
ความจริงไม่น่าจะยาก หากว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งองค์กรเอกชนจะตระหนักและให้ความสำคัญ นั่นคือ การกำหนดแผนสร้างแรงจูงใจให้คนเหล่านี้กลับไปเอื้อประโยชน์ด้านวิชาชีพต่างๆ กับเมืองไทย โดยแรงจูงใจดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเป็นในรูปตัวเงินเสมอไป หากเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับ “พวกเขา”ได้ทำหน้าที่ในเมืองไทย หรือต่อเมืองไทย(ในกรณีที่ยังอยู่ในอเมริกา)
“พวกเขา” เหล่านี้มีแต่ตั้งเด็กๆ เยาวชน ตลอดถึงผู้สูงวัยที่รีไทร์แล้ว แต่พลังและความสามารถยังมีอยู่
คิดว่า คงต้องคุยเรื่องนี้กันต่ออีกครั้งครับ
