ตะวันออกค้อมศีรษะให้อย่างราบคาบต่อเสียงปืน
In patient, deep disdain;
ในท่ามกลางความทะนงตัวอย่างลึกซึ้งและอดทน
She let he legions thunder past,
เธอ(ตะวันออก) ได้ยอมให้กองทหารยาตราทัพผ่านไปอย่างอึงอล
And plunged in thought again.
แล้วเธอก็เข้าสู่ห้วงแห่งการคิดคำนึงต่อไปอีก
เป็นข้อความตอนหนึ่งจากหนังสือ”พบถิ่นอินเดีย” เขียนโดย บัณฑิต ยวาหระลาล เนรูห์ อดีตนายกรัฐมนตรีของอินเดีย แปลโดย กรุณา กุศลาสัย
บัณฑิตเนห์รู ได้ยกข้อความประดุจโศลกหรือบทกวีบทนี้ ให้คนอ่านมองเห็นภาพระหว่างตะวันออกและตะวันตก โดยเฉพาะในเรื่องปรัชญาและความเชื่อที่แตกต่างกัน ในช่วงที่ประเทศตะวันตกต่างก็แผ่อิทธิพลผ่านระบอบทหารมายังประเทศตะวันออก และอินเดียเองเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสถานการณ์นี้
ในตอนเดียวกันของหนังสือเล่มนี้ เนรูห์ เขียนว่า “ อินเดีย(สัญลักษณ์ตะวันออก- ผู้เขียน))ให้เกียรติ แก่การคิดคำนึงและผู้ที่คิดคำนึง หรือที่เรียกกันว่า ผู้คงแก่เรียน เสมอมา อินเดียไม่ยอมพิจารณาให้ความเชื่อ ถือว่าผู้ใช้อาวุธหรือผู้มีทรัพย์สินเงินทองนั้นธำรงคุณค่าสูงกว่าผู้มีปัญญา แม้ในยามตกต่ำทรุดโทรม อินเดียก็ยังยึดมั่นอยู่กับการคิดคำนึงและรู้สึกเป็นสุขใจในการกระทำเช่นนั้น” นับเป็นข้อที่สะท้อนถึงความแตกต่างในด้านความคิด และระบบปรัชญาระหว่างตะวันออกกับตะวันตก
ตะวันออก ที่นอกจากจะมีอินเดียอันเป็นแหล่งอารยธรรมของเอเชียแล้ว ยังหมายถึงจีน อีกประเทศที่เป็นแหล่งอารยธรรมแห่งหนึ่งด้วย ส่วนประเทศอื่นๆในเอเชียที่เหลือรวมทั้งไทยที่รับอารยธรรมจากทั้งสองประเทศนี้ ก็รวมเรียกว่า “ตะวันออก”เช่นเดียวกัน
เป็นความจริงที่ว่า ระหว่างตะวันออกและตะวันตกนั้น ให้คุณค่าหรือความหมายของการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน ตะวันออกแต่เดิมก่อนที่จะได้รับเอาวัฒนธรรมตะวันตกเข้าไปนั้น ให้ค่าหรือน้ำหนักทางด้านจิตวิญญาณหรือ ค่าทางด้านปัญญามากกว่าค่าในทางวัตถุ
ค่าทางด้านจิตวิญญาณ หรือค่าทางปัญญา หมายถึงการขบคิดและพยายามทำความเข้าใจในกระบวนการของชีวิตทั้งหลาย ซึ่งตรงกันข้ามกับตะวันตกที่ให้น้ำหนักหรือค่าทางวัตถุมาก่อน และต่อมาวัฒนธรรมตะวันตกเหล่านี้ได้แพร่ขยายออกไปยังตะวันออก เพราะแม้แต่ประเทศที่เคยเป็นแหล่งอารยธรรมของตะวันออกมาก่อน และมีวัฒนธรรมที่เข้มแข็งอย่างอินเดีย และจีน ยังไม่ง่ายนักที่จะต้านกระแสแห่งวัตถุนี้ โดยที่เงินตรากลายเป็นปัจจยาการแห่งวัตถุที่สำคัญ คล้ายเป็นตัวแทนของระบบตะวันตกไป
ที่อเมริกาคำว่า Oriental ได้ยินกันมากขึ้นเรื่อยๆ คำๆนี้ใช้กันหลากวัตถุประสงค์ อเมริกันส่วนหนึ่งกำลังหันหน้าไปทางตะวันออก ศาตร์หลายอย่างของตะวันออกกำลังได้ความสนใจจากอเมริกัน ไม่ว่า จะเป็นศาตร์ที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ปรัชญา การดูแลกาย จิตใจ และการบำบัดรักษาโรค เป็นเรื่องที่อเมริกันเพิ่มความสนใจขึ้นอย่างมากในช่วง 15 ปีกว่าที่ผ่านมา
ตัวอย่าง ในเรื่องการบำบัดรักษาโรค จะเห็นได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้หน่วยงานของทางการอเมริกันที่เกี่ยวข้องได้จัดวิชาแพทย์จีนแขนงการฝังเข็ม ให้อยู่ระบบวิชาชีพแพทย์ เหมือนแพทย์ในสาขาต่างๆโดยทั่วไป โดยแพทย์หรือหมอฝังเข็มต้องได้ใบอนุญาตประกอบการแพทย์จาก คณะกรรมการแห่งชาติเพื่อประกาศนียบัตรแห่งการฝังเข็มและการแพทย์แผนตะวันออก (National Commission for the Certification of Acupuncture and Oriental Medicine) นั่นคือ จะต้องผ่านการสอบทั้งข้อเขียน และภาคปฏิบัติจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว จึงสามารถออกไปประกอบอาชีพได้ และหากได้ใบอนุญาตดังกล่าวแล้วก็ย่อมมีสิทธิทุกอย่างเท่าเทียมกับแพทย์สาขาอื่นๆโดยทั่วไป
ขณะเดียวกันในอเมริกาเวลานี้ ผู้คนยังนิยมในเรื่องผลิตภัณฑ์สมุนไพรอีกด้วย หากแต่เป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปเสียเป็นส่วนใหญ่ ร้านค้าผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ อย่างเช่น ผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลการเกษตรที่ไม่ใช้ปุ๋ยหรือยาฆ่าแมลง (Health products หรือ Health food) กำลังได้รับความนิยมเพิ่มสูงขึ้น มีเชน(Chain) หรือเฟรนไชน์ เกิดขึ้นมากมาย
ไม่รวมถึงการศึกษาค้นคว้าศาตร์ตะวันออก อย่างอายุรเวช การนวด โยคะปฏิบัติ และสมาธิ อเมริกันจำนวนหนึ่งมุ่งหน้าไปศึกษาวิชาตะวันออกที่จีนและอินเดีย อันเป็นประเทศแม่แบบของอารยธรรมที่ลุ่มลึกนี้ ขณะเดียวกับอเมริกันในประเทศที่ไม่ได้เดินทางไปค้นคว้าศึกษาข้างนอกเองก็ได้ศึกษา และฝึกปฏิบัติกับผู้รู้ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ เห็นได้จากการที่เจ้าสำนักต่างๆ จากอินเดีย และจีน รวมกระชาติที่นับถือพุทธศาสนา อย่างไทย เวียดนาม ทิเบต ฯลฯ ได้รับการเชื้อเชิญไปพูดหรือฝึกปฏิบัติให้คนอเมริกัน ซึ่งเป็นเครื่องหมายว่าศาตร์ตะวันออกกำลังได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย
สถานออกกำลังกาย หรือฟิตเนส คลับ แทบทุกที่เวลานี้ มีการฝึกสอนปฏิบัติโยคะ ในหลายรูปแบบ รวมทั้งไทเก๊ก ทั้งหมดมีตำรับตำราให้ศึกษาค้นคว้าทั่วไป ทั้งร้านขายหนังสือ และห้องสมุด ซึ่งประเด็นดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับศาตร์ตะวันออกหลายอย่าง เช่น การเขียนตำราหรือคู่มือปฏิบัติ และการออกวีซีดี หรือดีวีดีการฝึกปฏิบัติเหล่านี้มาขายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนกลายเป็นธุรกิจที่เติบใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว อย่างแทบไม่เคยเกิดขึ้นในยุคไหน และด้วยเหตุนี้ทำให้มี “ลูกตะวันออก” หรือลูกหลานชาวเอเชียในอเมริกาอยู่หลายกลุ่มที่สนใจ และกลับไปศึกษาต้นแบบของศาตร์ตะวันออกเหล่านี้
ความจริงแล้วการศึกษาค้นคว้าศาตร์ตะวันออกสำหรับอเมริกันแล้วไม่ง่ายนัก เพราะเกี่ยวข้องกับการปลูกฝังภายในสภาวะจิตเบื้องลึกนับแต่เด็กเกิดและโต เป็นคล้ายๆกับสภาพแวดล้อมที่พวกเขารับมาตั้งแต่เกิดนั่นเอง การจะเปลี่ยนแปลงสภาวะดังกล่าวย่อมไม่ใช้เรื่องง่าย เหมือนกับการล้างซิมการ์ด ออกทั้งหมด
อย่างไรก็ตามอเมริกันหลายคนหาได้ย่อท้อที่จะศึกษากันไม่ แม้สิ่งที่ได้รับ อาจผิดบ้างถูกบ้างก็ตาม แต่เพื่อการแสวงหาประสบการณ์ และความรู้ใหม่ที่สนใจ พวกเขาก็ยอมรับยอมทนกันได้
ในช่วงที่ผ่านมาหลายปี เจ้าสำนักต่างๆ กระทั่งลูกศิษย์ของเจ้าสำนักจากประเทศตะวันออกเดินทาง หรือเปิดสอนวิชาความรู้ของตะวันออกในอเมริกา โยคีจากอินเดียก็ไปสอนที่อเมริกาจำนวนมาก โยคีบางคนก็ร่ำรวยด้วยลาภสักการะจากคนอเมริกัน จนกระทั่งเกิดปัญหาในแง่ในการสะสมวัตถุ และนำไปสู่ความเสื่อมศรัทธา ล่มจมในที่สุด
การสอนภาควิชาการ หรือปฏิบัติแห่งศาตร์ตะวันออก ในอเมริกา จึงต้องระวังอย่างยิ่ง เพราะอเมริกาเกิดและโตจากระบบทุนนิยม กระบวนทัศน์เกือบทั้งหมดอนุวัตร ไปตามกลไกแห่งทุน ซึ่งต่างจากวิถีตะวันออกที่เป็นไปตามกลไกภายใน ที่เรียกกันว่า จิตวิญญาณ
การถือวัตถุเป็นที่ตั้งทำให้อเมริกัน (หรืออาจเหมารวมเรียกว่า ตะวันตก) สร้างกลไกลเพื่อปกป้องตนเอง มองตนเองสำคัญอันดับหนึ่ง นำไปสู่กระบวนการจัดการเพื่อเสริมร้างความมั่นคง ไม่ว่าการเก็บสะสม หรือการป้องกันภัย หรืออีกนัยยะ คือ การสร้าง “ระบบการสะสม”ของตะวันตก ซึ่งหมายถึง การสะสมทรัพย์ เครื่องอุปโภค บริโภค ในทำนองมือใครยาวสาวได้สาวเอา เมื่อเอาหรือได้มาแล้วก็มีการเก็บกักตุนเกิดขึ้น
ขณะที่ด้านความมั่นคงของชีวิตของคนตะวันตกนั้น มองได้ตั้งแต่ “ระดับปัจเจก” ซึ่งหมายถึงการป้องกันตนเองจากการคุกคามของศัตรูที่เป็นมนุษย์ สัตว์ และภัยธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของการพัฒนาศักยภาพของอาวุธประเภทต่างๆไล่ตั้งแต่ระดับ มีด ตลอดไปจนถึงปืนผาชนิดต่างๆ ล้วนแต่เพื่อป้องกันตนเอง จากความวิตกหวาดกลัวทั้งสิ้น
ส่วน“ระดับการป้องกันภัยหรือความมั่นคงในแง่ส่วนรวม” ก็เป็นที่มา หรือกำเนิดระบบทหาร และอาวุธโธปกรณ์ที่มีแสนยานุภาพร้ายแรง สามารถทำลายล้างชีวิต ได้เป็นหมื่นเป็นแสน โดยอาจไม่จำเป็นต้องใส่ใจต่อระบบศีลธรรมพื้นฐานแต่อย่างใด
