ผมอยู่เมืองไทยในช่วงที่นายแอรอน วิลเลี่ยมส์(Aaron Williams) ผู้อำนวยการคนใหม่ของหน่วยสันติภาพอเมริกัน หรือที่รู้จักกันในนาม“Peace Corps” เดินทางมาเยือน โดยได้รับการแจ้งประสานจากคุณณัฐพร อุปพันธ์ หรือที่ชาวหน่วยสันติภาพฯในเมืองไทยรู้จักกัน“มิสเตอร์โอ.พี.”.และคุณบุษบงลาวัณย์ พัฒโร เจ้าหน้าที่จากสถานทูตอเมริกันประจำประเทศไทย เพื่อเข้าร่วมในงานแถลงข่าวของผู้อำนวยการคนใหม่ ที่สำนักงาน Peace Corps กรุงเทพฯ
ก่อนหน้านั้นนายวิลเลี่ยมส์ เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทย เนื่องในโอกาสเดินทางมาเยือนเมืองไทยครั้งแรกของเขา หลัง 4 เดือนของการเข้ารับตำแหน่ง คือนับแต่สภาสูง หรือซีเนตลงมติรับรองเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมและต่อมาเขาสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมปีนี้เช่นเดียวกัน
ตำแหน่งผู้อำนวยการ Peace Corps นั้นแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดี และนายบารัค โอบามา ได้ตกลงเลือกนายวิลเลี่ยมส์ เชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน แห่งเมืองชิคาโก ขึ้นมาเป็นผู้อำนวยการคนที่ 18
ผมคงไม่สาธยายงานของ Peace Corps ที่เมืองไทยและในภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก เพียงแต่ในเชิงความรู้พื้นฐานก็คือ การจัดตั้งหน่วยงานอเมริกันระหว่างประเทศแห่งนี้ เกิดขึ้นในสมัยของประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ปี 1961 ยุคของสงครามเย็น ซึ่งเป็นยุคการแข่งขันแผ่อิทธิพลของชาติมหาอำนาจไปยังภูมิภาคต่างๆ ที่มีอยู่ 2 ขั้ว คือ ขั้วเสรีประชาธิปไตยกับขั้วคอมมิวนิสต์
วิธีการและผลพวงของการพยายามแผ่อำนาจ ทำให้เกิดองค์กรระหว่างประเทศหลายองค์กร เป็นทั้งการจัดตั้งองค์กรสื่อ เพื่อการประชาสัมพันธ์ โฆษณานโยบายและความคิดของฝ่ายตน รวมทั้งองค์กรพัฒนาด้านอื่นๆที่เกิดขึ้นจำนวนมาก
Peace Corps คือหนึ่งในหลายๆองค์กรนั้น
นายวิลเลี่ยมส์เคยทำงานที่ Peace Corps มาก่อน ด้วยการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครในระหว่างปี 1967 ถึงปี 1970 เขาทำงานในองค์กรพัฒนาของรัฐบาลอเมริกันมาอย่างต่อเนือง จนกระทั่งเติบโตได้นั่งในฐานะกรรมการชุดความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on foreign relations)
สำหรับโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนไป ทั้งบุคคล สถานการณ์ และความคิด ดูเหมือนว่า หน่วยงานแห่งนี้พยายามที่จะเดินหน้าต่อไป รัฐบาลอเมริกันและคองเกรสได้ยืนยันที่จะสนับสนุนหน่วยงานแห่งนี้ให้มีบทบาทในเมืองไทย และประเทศเพื่อนบ้านของไทยอย่าง กัมพูชา
นายวิลเลี่ยมส์ บอกว่า Peace Corps จะไม่เข้าไปดำเนินงานในประเทศใดก็ตาม หากไม่ได้รับการร้องขอจากรัฐบาลของประเทศนั้นๆ
ดังนั้น ประเทศเพื่อนบ้านของไทยประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่มีสัมพันธภาพที่ไม่ค่อยดีนักกับอเมริกา อย่างเช่น พม่า หน่วยงานแห่งนี้จึงไม่สามารถเข้าถึงได้
ว่าไปแล้วสำหรับโลกปัจจุบัน ผมเห็นข้อดีของหน่วยงานแห่งนี้ในเชิงกระบวนการรับรู้แลกเปลี่ยนเชิงวัฒนธรรมมากกว่า “อย่างอื่น”
“อย่างอื่น” ซึ่งหมายถึงการให้ด้านวัตถุ ที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลายมักคิดตามทฤษฎี ”กลุ่มประเทศโลกที่สาม” เหมือนที่เคยมีเมื่อยุคสงครามเย็น โดยที่ในปัจจุบันจะใช้หลัก หรือทฤษฎีที่ว่านี้มาจับไม่ได้อีกต่อไป เพราะโลกเปลี่ยนไป
โดยเฉพาะแนวคิดทางด้านการพัฒนา ซึ่งแต่ละประเทศล้วนแต่มี “แบบฉบับ”ของตนเองมากขึ้น ดังจะเห็นได้จาก แนวคิดการพัฒนาเพื่อพึ่งพาตนเองใหลายประเทศ ที่สามารถตัดตอนสายป่านทุนนิยมให้สั้นลงได้
เป็น“แบบฉบับ”ที่เกิดจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต โดยเฉพาะการผูกอิงอยู่กับกระแสทุนโลกาภิวัฒน์ ที่มาจากฝ่ายตะวันตก
ดังในเมืองไทยเรา มีการพูด และปฏิบัติตามแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่สามารถขยายผลได้ทั้งในความคิด ความรู้เชิงปัจเจก ที่หมายถึงความสุขสงบ ส่วนบุคคล และเป้าหมายที่เป็นองค์รวม ที่หมายถึง ความสุขสงบในระดับชุมชนหรือสังคม
ที่กล่าวว่า หน่วยงานของอเมริกันอย่าง Peace Corps มีผลในเชิงบวกต่อกระบวนการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมนั้น ก็เพราะว่า จะถือเป็นส่วนดีและส่วนได้ของอาสาสมัครอเมริกันที่เข้ามาทำงานในองค์กรระหว่างประเทศแห่งนี้ โดยที่พวกเขาสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมอื่น ที่แตกต่างออกไปจากวัฒนธรรมอเมริกัน
ที่สำคัญคือ การเรียนรู้นี้ ได้จากการสัมผัสกับประสบการณ์จริง ตามสถานที่ต่างๆ
อย่างที่ผมเคยเรียนให้ทราบในคอลัมน์นี้หลายครั้งแล้วว่า อเมริกา เป็นประเทศใหญ่ และมีพลเมืองจำนวนมาก การที่คนอเมริกันจะรู้จักประเทศอื่น ที่ไม่ใช่ประเทศของตนเองไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งข่าวสารต่างๆ อย่างข่าวต่างประเทศ ก็โดนข่าวในประเทศกลบเสียแทบทั้งหมด สื่ออเมริกันส่วนใหญ่ ก็ไม่มีการแยกว่า เป็นช่วงของข่าวในประเทศ หรือช่วงข่าวต่างประเทศ
ข่าวต่างประเทศในอเมริกาส่วนใหญ่ ก็คือ ข่าวที่เกี่ยวพันกับคนอเมริกัน และผลประโยชน์ของอเมริกันในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก โดยฉพาะในเรื่องของความมั่นคง นับเป็นประเด็นเด่นมาตลอด
ดีหน่อย ที่ปัจจุบัน มีสื่อออนไลน์ หรือสื่ออินเตอร์เน็ต ทำให้คนอเมริกัน(ที่สนใจ) สามารถหาข้อมูลหรือติดตามข่าวสารที่เกิดขึ้น นอกประเทศของตัวเองได้มากขึ้น
จากข้อมูลของ Peace Corps ล่าสุด มีอาสาสมัครอเมริกันอยู่ที่เมืองไทยจำนวน 89 คน โดยกระจายกันอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ในทุกภาคของประเทศ พวกเขาให้ความช่วยเหลือเข้าไปคลุกคลีกับชุมชนไทยในเรื่องการศึกษา สาธารณสุข และเรื่องทางด้านสังคม นี่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับอเมริกันที่เป็นอาสาสมัครเองที่จะเรียนรู้ถึงข้อแตกต่างด้านวัฒนธรรม และเป็น “ผล(พลอย)ได้”กับชุมชนไทยในต่างจังหวัด ต่างคนต่างเรียนรู้ซึ่งกันและกัน และผมเชื่อว่า อเมริกันอาสาสมัครเหล่านี้เรียนรู้วัฒนธรรมไทยได้ไม่ยาก
อเมริกันนับว่ามีความรู้สึก(Sense) ที่ดีมากในเรื่อง การแสวงหาจุดลงตัวบนความแตกต่าง และพวกเขามาเมืองไทยเพื่อต้องการเรียนรู้ ไม่ใช่การสอดแทรกโฆษณาชวนเชื่อด้านวัฒนธรรม และวัตถุ เหมือนเมื่อสมัยหลายปีก่อน
ความจริงหากจะพูดกันไปแล้ว ในประเด็นการโหมประโคมทางสื่ออเมริกัน อย่างเช่นเมื่อก่อนมีวิทยุเอเชียเสรี หรือที่เหลืออยู่ แต่คล้ายกับเปลี่ยนบทบาทไปแล้วอย่าง วิทยุเสียงอเมริกา ก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ นั่นคือ หันเหประเด็นไปในเรื่องข่าวสาร และวัฒนธรม ซึ่งว่าไปแล้ว ข่าวสารในโลกปัจจุบันมีหลากหลายจนล้นช่องรับ ให้ผู้บริโภคเลือก กิจกรรมของสื่อรัฐบาลอเมริกันเหล่านี้ จึงน้อยเต็มที
จะผูกพันเหลืออยู่ก็เพียงงบประมาณ(เงิน) และการช่วยคนในองค์กรเหล่านี้ให้มีงานทำ
ผมถามเขาว่า ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีอาสาสมัครหรือเจ้าหน้าที่ขององค์กร ไปประจำหรือลงไปสำรวจบ้างเลยหรือ ?
จอห์น วิลเลี่ยมส์ ผู้อำนวยการคนปัจจุบันของ Peace Corps ประจำเมืองไทย นับเนื่องมาตั้งแต่ปี 2002 บอกว่า ไม่มี เพราะเป็นพื้นที่เสี่ยงเกินไปสำหรับการทำงานของเจ้าหน้าที่และอาสาสมัคร
ผมคิดว่า จอห์น ที่เคยทำงานอย่าง(แทบ)ต่อเนื่องในเมืองไทยมาตั้งแต่ปี 1965 เรียนรู้อย่างมากเกี่ยวกับคนไทย คนเอเชีย อันหมายถึงวิถีบูรพา
เขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร
รวมถึง ความหมายของ “วัฒนธรรม”กับ “วัตถุธรรม”…
