หนึ่งปีเต็มๆผ่านไปสำหรับรัฐบาลบารัก โอบามา มีหลายสิ่งหลายอย่าง หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้สามารถเชื่อได้ว่าประธานาธิบดีของอเมริกาคนปัจจุบัน จากพรรคเดโมแครต ซึ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเมื่อปลายปี 2008 มีคะแนนตกลงจากเดิมแบบสุดลิ่ม!
หมายถึงคะแนนนิยมของพรรคเดโมแครตเองก็ตกลงตามไปด้วย โดยมีสาเหตุจากประเด็นด้านนโยบายการเมือง และนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่ถือกันว่าอเมริกายังอยู่ในขั้นป่วยไข้ แม้กระทั่งถึงปี 2010 แล้วก็ตาม
สถานการณ์ของธุรกิจ ภาคการค้า การลงทุน การบริการ ในเวลานี้ ยังไม่กระเตื้องมากนัก แม้จะมีตัวเลขจากภาครัฐออกมาว่า เศรษฐกิจของทั้งประเทศขยายตัวเกินกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงที่ผ่านมา
หากในภาพของความเป็นจริงการทำธุรกิจในอเมริกาเวลานี้ยังหนืดอยู่มาก ด้วยแรงซื้อของคนอเมริกันผู้บริโภคที่ยังจัดว่าน้อย ทำให้การขับเคลื่อนของเศรษฐกิจในภาคต่างๆ เป็นไปอย่างเชื่องช้าและหงอยเหงา
คะแนน(Rating)ของโอบามาเริ่มตก ก่อน 4 เดือนสุดท้ายของปีที่แล้ว(2009) จากการสำรวจของสำนัก Gallup Poll คะแนนนิยมของเขาตกจาก 62 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 53 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เมื่อช่วงแรกหลังจากการเลือกตั้งได้ไม่นานคะแนนของโอบามาอยู่ที่ 78 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนับว่าห่างความนิยมในวันแรกๆที่เขาเข้ารับตำแหน่งอยู่มาก
เรตติ้งที่ลดลงดังกล่าว นับว่าทำลายสถิติ คะแนนนิยมที่ลดลงของประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนในประวัติศาตร์รอบ 50 ปี ทั้งนี้ จากผลการสำรวจของโพลล์สำนักเดียวกัน
ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจของ CBS news poll ในเดือนมกราคมที่ผ่านมาปรากฏว่า คะแนนนิยมของโอบามาต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรก คือได้แค่ 46 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เทียบกับเดือนเมษายนปีที่แล้ว ที่อยู่ 68 เปอร์เซ็นต์ นับว่าห่างกันมาก
ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสำคัญของพรรเดโมแครต คะแนนของโอบามา จนถึงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาตกลงเช่นเดียวกัน การสำรวจความคิดเห็นของสำนัก Field Poll ทำให้ทราบว่าคะแนนของประธานาธิบดีคนปัจจุบันลดลงเหลือ 56 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้วที่อยู่ที่ 65 เปอร์เซ็นต์
ในประเด็นการปฏิรูประบบประกันสุขภาพ(Health care reform) คะแนนนิยมของชาวแคลิฟอร์เนียต่อโอบามาติดลบ คือ ถึงตอนนี้ 53 เปอร์เซ็นต์ไม่เห็นด้วย ขณะที่มีผู้แสดงความเห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวแค่ 39 เปอร์เซ็นต์ ลดลง 15 จุด จากบรรดาผู้โหวตอายุ 18-29 ปี ที่เคยโหวตให้โอบามา เมื่อปลายปี 2008
มีการตั้งข้อสงสัยกันว่า ทำไมคะแนนนิยมของโอบามาถึงลดลงแบบฮวบฮาบ จนกระทั่งเลยเถิด พรรคเดโมแครตต้องเสียที่นั่งในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นหลายแห่ง เช่น เมื่อเดือนที่แล้ว(ม.ค.) ที่นั่งสำคัญอย่างเก้าอี้วุฒิสมาชิกประจำรัฐแมสสาซูเชทส์ ซึ่งเลือกเข้าไปแทนสว.เท็ด หรือเอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้ (ที่เสียชีวิตและครองก้าอี้นี้ยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 1972)
ปรากฎว่า เก้าอี้สว.ตกเป็นของนายสก็อต บราวน์ จากพรรครีพับลิกัน ส่วนนางมาร์ธา โคคลีย์(Martha Coakley) จากพรรคโมแครต ที่เป็นคู่แข่งต้องประสบกับความปราชัยในสัดส่วน 52 ต่อ 47 เปอร์เซ็นต์
นอกเหนือจากการเลือกตั้งท้องถิ่นอีกหลายแห่งในอเมริกาที่เดโมแครตต้องเสียเก้าอี้ให้กับรีพับลิกัน
ขณะนี้บรรดาที่ปรึกษา และนักวางกลยุทธ์ของพรรคเดโมแครตกำลังอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อประเมิน ผลกับสิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งกระทบต่อคะแนนนิยมของบารัก โอบามา เพื่อหาทางแก้ไข ก่อนที่คะแนนของฝ่ายรีพับลิกันจะดีวันดีคืน ตีกิน ต่อไปเรื่อยๆ
และก่อนที่การเลือกตั้งใหญ่หลายตำแหน่ง ทั้งในส่วนของสภาคองเกรส (แคปปิตอล ฮิลล์) ผู้ว่าการรัฐและตำแหน่งการเมืองในท้องถิ่น จะมีขึ้นในวันที่ 2 พฤศจิกายนปีนี้
เฉพาะในส่วนของการแย่งชิงเก้าอี้วุฒิสมาชิก นั้นมีมากถึง 36 เก้าอี้ ทั้งจะเป็นส่วนชี้ขาดด้วยซ้ำว่า พรรคเดโมแครตจะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาต่อไปหรือไม่ (ขณะนี้เดโมแครตมีสว. 59 ที่นั่งรวมสว.อิสระ 2 คน ส่วนฝ่ายรีพับลิกันมี 41 ที่นั่ง เมื่อรวมที่นั่งของสก็อต บราวน์ด้วยแล้ว)
ปี่กลองทางการเมืองในอเมริกาเวลานี้จึงเริ่มกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง และจะดังเนื่องไปตลอดถึงปลายปีนี้
เวลานี้แม้ว่าพรรคเดโมแครตจะครองเสียข้างมากทั้ง 2 สภาก็ตาม แต่การกำหนดและผ่านนโยบายต่างๆของรัฐบาลโอบามาหาใช่เรื่องง่ายไม่
อย่างเช่น การผ่านกฎหมายนำเงินของรัฐออกมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจราว 7 แสนล้านดอลลาร์ การผ่านกฎหมายประกันสุขภาพ เป็นต้น ต้องพบกับแรงเสียดทานจากบรรดา “ทุนรายใหญ่” ซึ่งใช้ฐานปรัชญาระบบทุนนิยมเสรีแบบอเมริกันดั้งเดิม ที่เน้นการจำกัดการขยายตัวของรัฐ(บาล) ต้องการคงกลไกการตลาดแบบเสรีเอาไว้ให้มากที่สุด
ที่สำคัญโอบามาเองยังไม่ได้ดำเนินการนโยบายหลายอย่างที่เคยสัญญาไว้ในสมัยของการหาเสียง ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดี เช่น การถอนทหารจากอิรัก และอาฟฆานิสถาน ที่ไม่เพียงแต่ไม่ถอนทหารออกเท่านั้น รัฐบาลโอบามา ยังส่งกองกำลังเข้าไปเพิ่มเติมอีก
ในเรื่องของความมั่นคงและการแก้ไขปัญหาการก่อการร้าย โอบามาได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่า รัฐบาลของเขามีนโยบายที่หละหลวม เน้นหนักที่การเจรจามากเกินไป โดยที่ในเรื่องนี้โอบามาเองพยายามปรับเปลี่ยนโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและความมั่นคง อย่างซีไอเอ เอฟบีไอ และกระทรวงความมั่นคงภายใน(Department of Homeland security) ที่ตกอยู่ในอุ้งมือของคนของพรรครีพับลิกันมาเป็นเวลาช้านาน นับเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย ต่อการดำเนินการเรื่องนี้
อีกนโยบายที่ยังไม่มีความคืบหน้าเลยนับแต่เขาเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี คือ นโยบายเกี่ยวกับการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับต่างด้าว ซึ่งหมายถึงการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายในอเมริกาที่มีจำนวนราว 12 ล้านคนเวลานี้
โดยเป็นที่รู้กันว่าในภาวะที่เศรษฐกิจของอเมริกาเป็นอย่างนี้ การหยิบยกประเด็นต่างด้าวมาหารือ ย่อมอยู่ในกาลที่ไม่เหมาะสม แม้กระทั่งแรงงานอเมริกันเองยังตกงานอยู่เป็นจำนวนมาก กอปรกับแนวโน้มความเป็นไปของเศรษฐกิจ
จึงคาดกันว่า นโยบายเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวของโอบามาจะไม่ถูกหยิบยกมาพิจารณา ในช่วงตลอดสมัยการเป็นผู้นำของเขา!
ด้านนโยบายต่างประเทศ รัฐบาลโอบามา ยังคงยึดหลักในเรื่องสิทธิมนุษยชน เหมือนรัฐบาลอเมริกันอื่นๆที่ผ่านมา หลายฝ่ายจับตาความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับอเมริกา ในเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง
การขายอาวุธให้ไต้หวัน รวมทั้งการเดินทางมาเยือนอเมริกาอีกครั้งเพื่อพบปะกับนายโอบามาขององค์ ดาไล ลามะ ผู้นำทิเบตพลัดถิ่นในระหว่างวันที่ 17-18 เดือนนี้ ก็อยู่ในความสนใจของชาวโลก โดยเฉพาะผลกระทบของความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับจีน
นอกเหนือการพูดในประเทศ ตามสถานที่ต่างๆ หลายครั้งของโอบามาที่เกิดความผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อ อย่างเช่น การพูดเปรียบเทียบและตำหนิคน(เขาน่าจะหมายถึงพ่อแม่ ผู้ปกครอง) ที่ไปเที่ยว ใช้จ่ายในเมืองการพนัน ลาสเวกัส (รัฐเนวาดา) จนกระทั่งได้รับการตอบโต้จากแกนนำสำคัญสุดของพรรคโมแครต อย่างซีเนเตอร์ แฮรี่ รีด(Harry Ried) แห่งเนวาดาที่ถึงกับออกโรงคัดค้านคำพูดของโอบามา รวมทั้งเมเยอร์(คล้ายๆตำแหน่งนายกเทศมนตรี)ของลาสเวกัส นายออสการ์ กู๊ดแมน ได้ออกโรงตอบโต้อย่างรุนแรงเช่นเดียว จนกระทั่งโอบามาต้องออกจดหมายขอโทษขอโพยเป็นการใหญ่
ก็ในเมื่อลาสเวกัสเป็นเมืองที่มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจมากเป็นอันดับสองของอเมริกาเวลานี้
นักวิเคราะห์การเมืองอเมริกันหลายคนให้ความเห็นว่า โอบามาจำเป็นต้องใช้ความประนีประนอมในเรื่องการออกกฎหมายตามนโยบายที่เคยประกาศไว้มากขึ้น เพราะหลายนโยบาย ที่แม้กระทั่งสส.และสว.ของพรรคเดโมแครตเองก็ยังไม่เห็นด้วย ที่ผ่านมามีความพยายามอย่างมากจากโอบามาในการทำความเข้าใจและล็อบบี้สมาชิกคองเกรสทั้ง 2 พรรค แต่เขาจะต้องเพิ่มความพยายามมากขึ้นไปอีก
นั่น คงจะช่วยยับยั้งไม่ให้คะแนนนิยมของโอบามาต้องตกลงไปมากกว่านี้
โดยเฉพาะในยามที่เพลง “อเมริกันร็อคการเมือง” กำลังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง ก่อนการปูพรมเลือกตั้งใหญ่จังหวะสองทั่วประเทศในเดือนพฤศจิกายนที่จะถึง….
